โปรโมชั่นพิเศษ!: รับวางเซิฟเวอร์ ที่ True – IDC เมืองทองธานี

True – IDC เมืองทองธานี

.

+ วาง Web Server

————————————————–

– รับวาง Mini Slim Port 100 Mbps 2,500 บาท

– รับวาง Rack 1 U Port 100 Mbps 3,000 บาท

– รับวาง Rack 1 U Port 1Gbps 4,000 บาท

+ วาง Camfrog Server

————————————————–

– วาง Camfrog Port 1 Gbps (แยกวงจากเว็บ) 4,500 บาท

(มีระบบกันยิงเซิฟ ไร้กังวลเรื่องการโดนยิง ที่ทำให้เซิฟของท่านล่ม!)

Camfrog คือ โปรแกรม Chat ที่ทุกคนสมารถ พูดคุย พบปะ หรือแลกเปลี่ยนข้อมูล
โดยโปรแกรมนี้ไม่ต่างจากโปรแกรม IM อื่น ๆ มากนัก แต่จะมีห้อง Chat
ให้ผู้ที่ใช้โปรแกรมนี้สามารถเข้ามาหาเพื่อน พูดคุยได้

ในห้อง Chat ของ Camfrog นั้นมีค่าเริ่มต้นให้คนที่มีกล้องเปิดกล้องของตัวเองขึ้นมาเพื่อนให้ เพื่อน ๆ
ในห้องสามารถเห็นหน้าขอสมาชิกในห้องได้ แต่เพื่อน ๆ ก้อสามารถ Puase
กล้องของท่านได้หากไม่ต้องการที่จะแสดงตัวตน

สามารถ Download โปรแกรมได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยนะครับ

http://download.camfrog.com/

ขอบคุณบทความจาก cphantom // ohozaa.com

เวปไซต์ทางการ : www.camfrog.com
แคม ฟรอก (Camfrog) เป็นซอฟต์แวร์ของบริษัทแคมแชร์ (Camshare) สามารถให้ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนภาพจากเว็บแคมและเสียงผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยโปรแกรมนี้สามารถใช้ให้มีการประชุมออนไลน์ได้หลายคนพร้อมกัน แคมฟรอกแตกต่างจากโปรแกรมทั่วไปโดยผู้ใช้สามารถใช้โปรแกรมบนเซิร์ฟเวอร์ของ ตัวเองได้ ในปัจจุบัน แคมฟรอกมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด และการแสดงวีดีโอ หลายอย่างรวมถึงเรื่อง การท่องเที่ยว กีฬา ภาษา วัฒนธรรม เล่นเกมตอบปัญหาออนไลน์ แม้แต่เรื่องทางเพศ หรือการร่วมเพศออนไลน์ ในแคมฟรอก

แคมฟรอกมีการใช้งานแบ่งออกเป็นห้องโดยแต่ละห้องจะ แบ่งออกตามหัวข้อในการสนทนา เช่นห้องสำหรับพูดคุยภาษาอังกฤษ ภาษาอิตาลี ภาษาเยอรมัน สำหรับฝึกภาษา ซึ่งรวมไปถึงภาษามือสำหรับคนพิการที่มีการเปิดไว้ให้คนพิการได้มีโอกาสคุย กันออนไลน์หลายห้อง นอกจากนี้ยังมีห้องสำหรับพูดคุยเรื่องเพลง หรือเล่าเรื่องผี อย่างไรก็ตามการใช้งานส่วนใหญ่ในแคมฟรอกเป็นการใช้งานสำหรับชมและแสดงลามก ทางอินเทอร์เน็ต ในประเทศไทย คนไทยเป็นกลุ่มผู้ใช้บริการโปรแกรมแคมฟรอกมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก

ซึ่ง จากการใช้งานที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์สูงในประเทศไทย ได้มีข่าวออกมาว่าทางกระทรวงไอซีทีพยายามห้ามการใช้งานแคมฟรอกในประเทศไทย ซึ่งสามารถก่อให้เกิดปัญหาการขายตัวสำหรับเยาวชน

ซอฟต์แวร์ของ แคมฟรอกแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักคือซอฟต์แวร์ สำหรับการติดตั้งแคมฟรอกลงบนเซิร์ฟเวอร์ของตนเอง และซอฟต์แวร์ของไคลเอนต์ที่ใช้สำหรับเชื่อมต่อดูภาพผ่านทางเซิร์ฟเวอร์นั้น นอกจากนี้ทางแคมฟรอกยังมีซอฟต์แวร์อื่นได้ แคมฟรอกเว็บและแคมฟรอกทูลบาร์

แคมฟรอกไคลเอนต์
แคม ฟรอกไคลเอนต์เป็นซอฟต์แวร์ที่ให้ผู้ใช้ทั่วไปเชื่อมต่อเข้ากับผู้ใช้อื่น ผ่านทางเซิร์ฟเวอร์ โดยผู้ใช้เมื่อดาวน์โหลดและลงทะเบียนการใช้งานสามารถใช้งานได้ทันที โดยการเลือกเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องการเข้าชม โดยสามารถให้ผู้ใช้เชื่อมต่อผ่านทางเว็บแคมสำหรับแสดงผลหรือเข้าชมได้ และสามารถทำงานผ่านไฟร์วอลล์ หรือเราเตอร์ได้ แคมฟรอกไคลเอนต์แบ่งออกเป็นสองรุ่น โดยรุ่นที่ใช้งานได้ฟรีและรุ่นที่ที่ต้องเสียเงินใช้ ซึ่งมีความสามารถพิเศษเพิ่มเข้ามา เช่นสามารถดูวิดีโอขนาดใหญ่ หรือดูวิดีโอหลายหน้าจอพร้อมกันได้
แคมฟรอกเซิร์ฟเวอร์
แคม ฟรอกเซิร์ฟเวอร์เป็นซอฟต์แวร์ให้ผู้ใช้ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ของตนเองให้ผู้ใช้ คนอื่นได้เข้ามาใช้งาน โดยผู้ติดตั้งสามารถเป็นผู้ควบคุมระบบของเซิร์ฟเวอร์นั้น เช่น จำกัดผู้ใช้งาน ระบุจำนวนผู้ใช้งานได้ แคมฟรอกเซิร์ฟเวอร์แบ่งออกเป็นสองรุ่นคือ รุ่นฟรีและรุ่นที่ต้องเสียเงิน
แคมฟรอกเว็บ
แคม ฟรอกเว็บเป็นโปรแกรมติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ให้ผู้ใช้สามารถประชุมออนไลน์ผ่าน ทางเว็บไซต์ได้ โดยผู้ใช้งานสามารถใช้งานผ่านทางเว็บไซต์โดยตรงแตกต่างกับรุ่นแคมฟรอกเซิร์ฟ เวอร์ที่ผู้ใช้จำเป็นต้องใช้งานผ่านทางซอฟต์แวร์ไคลเอนต์
แคมฟรอกทูลบาร์
แคม ฟรอกทูลบาร์เป็นโปรแกรมเสริมสำหรับติดตั้งบนเว็บเบราว์เซอร์ สำหรับค้นหารายชื่อเซิร์ฟเวอร์หรือค้นหาผู้ใช้งานที่ออนไลน์อยู่ สำหรับติดตั้งกับไฟร์ฟอกซ์และอินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์
ชื่อเรียกอื่นๆ : โปรแกรมแคมฟรอก , แคมฟอก , แคมฟรอก , แคมฟร็อก , camfrog
มักเขียนผิดเป็น camforg , แคมฟร๊อก

ข้อมูลจาก thaihub.org

For related article, please visit วาง-camfrog-ที่ไหนดีที่สุด?.


ขายคอมชุด PC CPU: E5400 / RAM 2GB / HDD 80 GB

ซื้อพร้อมวาง colo วันนี้

ลดเหลือเพียง 4,500 บาทเท่านั้น

เสปคเครื่อง

CPU: intel Dual Core E5400 หมดประกัน ซื้อพร้อมเมนบอร์ด แต่หาใบประกันไม่เจอ
RAM: DDRII 2GB bus 800 Mhz ประกัน life time
MAIN: ASUS P5P41D  ใส่แรมได้ 4 slot  ประกัน synex  หมด ปี 2013
POWER: SUN RRO  450W
HDD: Seagate  IDE  80GB   ประกัน 2013

อุปกรณ์  CPU  + MAIN  เพิ่งซื้อได้ประมาณ 4-5 เดือนเองครับ

สาเหตุที่ขาย :  ซื้อเครื่องใหม่มาเล่นแล้วครับ เลยขายเครื่องนี้เท่านั้นเอง

ขาดเป็นชุด   5,000 บาท

สนใจติดต่อ:

083-739-8895

ไปส่งที่   ม.ธุรกิจ   เมืองทอง   Zeerรังสิต  เดอะมอลล์งามวงศ์วาน  ฟิวเจอร์รังสิต

ส่งไปรษณีย์  คิดค่าส่ง  200 บาท

การ รับทำ SEO

รับทำ seo ราคาถูกด้วยทีมงานมืออาชีพ


รับทำ seo ให้ติด top10 กูเกิล ด้วยทีมงานมืออาชีพ ราคาที่ถูกกว่า

เรารับทำ seo พร้อมการันตีอันดับเว็บของคุณ ด้วยคีเวิร์ดที่คุณเลือก


การทำ seo มีส่วนสำคัญในการทำ e-commerce ทีมงานของเราพร้อมดูแล
และให้คำปรึกษาคุณเป็น อย่างดีเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของคุณ


ทำไมถึงต้องทำ SEO

1. ทำ seo เพื่อให้เว็บไซต์ของเราได้รับการจัดลำดับ ในอันดับที่ดีขึ้น

2. ทำ seo เพื่อให้มีคนได้มีโอกาสเข้าเว็บเรามากขึ้นโดยการคลิกที่ลิงค์จากการค้นหา

3 . ทำ seo เพราะการค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine มีคนใช้ถึง 80-90%

4. ทำ seo เพื่อเป็นการประหยัดค่าโฆษณาเว็บไซต์ของเรา ที่ไปติดโฆษณาในที่ต่าง ๆ

5. ทำ seo ถ้าติดลำดับต้น ๆ ในหน้าแรกแล้วจะทำให้เกิดการคลิกและเข้าเว็บเรามากขึ้น

6. ทำ seo เพื่อทำให้เว็บไซต์เราสามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น

7. ทำ seo โอกาสขายสินค้าและบริการของคุณได้มากขึ้น จากลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

8. ทำ SEO เพราะต้นทุนต่ำกว่าการโฆษณาช่องทางอื่น

ข้อตกลงและการรับประกัน การทำ SEO ของเรา

1. ไม่ติดอันดับ top 10 (หน้าแรก) ในคีเวิร์ดที่ตกลงไว้ภายในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ เราจะคืนเงินให้คุณเต็มจำนวน

2. ถ้าเว็บของคุณถูก deindex เนื่องจากการทำ SEO ของเรา เราจะยินดีรับผิดชอบ โดยการคืนเงินให้เต็มจำนวน + จดโดเมนให้ใหม่ 1 โดเมน

3. คุณต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลง sourcecode ในเว็บให้เป็นไปตามที่เรากำหนดเพื่อทำให้เว็บคุณติดลำดับ top 10 (หน้าแรก) ในคีเวิร์ดนั้นๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น

สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียด

การ รับทำ SEO


Please visit SEO or Search Engine Optimization for related article.

Domain-Hosting-Server

1.โดเมนเนม
โดเมนเนม คือ ชื่อที่ใช้แทนเว็บไซต์ ซึ่งกำหนดขึ้นมาเพื่อสะดวกในการเข้าถึงเว็บไซต์ ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการกำหนดโดเมนเนม นั้นจะใช้หมายเลขไอพีแอสเดรส เป็นตัวแทนของเว็บไซต์ โดย โดเมนเนมนั้น มีความยาวได้ไม่เกิน 63 ตัวอักษร และจะประกอบไปด้วย ตัวอักษรและตัวเลข ซึ่งในปัจจุบันนี้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษอย่างเดียวแล้ว เพราะตัวอักษรภาษาไทย หรือตัวอักษรท้องถิ่นของประเทศต่างๆก็สามารถใช้จดโดเมนได้ ซึ่ง โดเมนเนมนั้น มีหลายประเภท โดยสิ่งที่ใช้วัดประเภทของโดเมนเนม เรียกว่า นามสกุล ปัจจุบัน นามสกุลของโดเมนเนมที่ได้รับความนิยมมาก ได้แก่  .com .net .org .info ซึ่งก็มีความหมายแตกต่างกันไป แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ .com
2. ประเภทของโดเมนเนม
ประเภทของโดเมนเนม ในปัจจุบันนั้น มีมากมายหลายประเภท ซึ่งส่วนใหญ่คนเรามักจะคิดว่า ประเภทของโดเมน มีแค่ .com .net .info .org แต่ความจริงแล้ว ประเภทของโดเมนเนม หรือ นามสกุลของโดเมน มีหลากหลายมากกว่านั้น โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 1) โดเมนเนม 2 ระดับ จะเป็น โดเมนเนม ที่เรียกว่าระดับสูงที่สุด โดย จะประกอบไปด้วย ชื่อโดเมน ตามด้วย นามสกุลโดเมน หรือประเภทของโดเมน  โดย ประเภทของโดเมนที่เข้าข่าย ประเภทนี้ ได้แก่ .com .net .info .org .edu .gov เป็นต้น
ส่วนอีกประเภท ได้แก่ โดเมนเนม 3 ระดับ หรือ โดเมนเนมแต่ละประเทศ ซึ่งจะประกอบไปด้วย  ชื่อโดเมน ตามด้วยนามสกุล และคำย่อของประเทศ เช่น  .co.th ,.ac.th เป็นต้น
3.  วิธีการตั้งชื่อโดเมนเนม
การตั้งชื่อโดเมนเนมนั้น ถือว่า การตั้งชื่อโดเมน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการทำเว็บไซต์ หรือการจดโดเมนเนม เพราะว่า การตั้งชื่อโดเมนเนม เปรียบเสมือนการตั้งชื่อให้กับเว็บไซต์ของเรา  ยิ่งถ้าเราตั้งชื่อโดเมนเนมได้ดีเท่าไหร่ ยิ่งมีผลต่อเว็บไซต์ของเราเท่านั้น โดย การตั้งชื่อโดเมนเนมนั้น มีวิธีการง่ายๆ คือ   1) ตั้งชื่อให้สั้นเข้าไว้ 2)พยายามตั้งให้มีความหมาย คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ 3) ง่ายต่อที่จดจำ พยายามเลือกชื่อที่คิดว่าคนทั่วไปสามารถจำได้ง่ายๆ ไม่สับสนกับโดเมนเนมอื่น 4) ไม่ตั้งชื่อโดเมนเนม ที่ประกอบไปด้วย คำหยาบ เช่น fuck และ คำที่มีลิขสิทธิ์สินค้าอยู่ เช่น sony,google    5)เป็นชื่อที่เราคิดว่าจะเป็นตัวแทน หรือแบรนด์ของเรา โดยต้องคำนึงถึงด้วยว่า ชื่อโดเมนเนม ที่เราจะตั้งขึ้นนั้น เปรียบเสมือนแบรนด์ของเรา 6) ชื่อโดเมนเนมที่ตั้งชื่อขึ้น ควรจะสอดคล้องกับ รูปแบบของเว็บไซต์ของเรา
4. โดเมนเนมภาษาไทย
โดเมนเนมภาษาไทย ในปัจจุบัน เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถทำ Search engine optimization (SEO) ในประเทศไทยได้ดีมากๆ ซึ่งเราสามารถใช้ชื่อโดเมนเนม เป็นภาษาไทยได้เลย เช่น หนังสือมือสอง  โดย การจดโดเมนเนมภาษาไทยนั้น ในปัจจุบัน สามารถจดได้ ในประเภท .com,.net โดยเวลาที่เราจะจดโดเมนเนมภาษาไทยนั้น ให้เราเอา code ที่แปลงชื่อภาษาไทย เป็น สตริงที่เข้ารหัสแล้วไปจด ซึ่งเราสามารถสังเกต ชื่อภาษาไทย ที่เข้ารหัสแล้ว ได้จากการพิมพ์ชื่อโดเมนเนมภาษาไทยนั้น ที่เว็บเบราว์เซอร์ เช่น พิมพ์คำว่า หนังสือมือสอง.com ก็จะเห็นรหัส  xn--72ca6c7a6bbctbb1b0ec.com ถ้าชื่อโดเมนเนม นี้ยังว่างอยู่ ก็เอาไปจดได้เลย โดยนำ xn--72ca6c7a6bbctbb1b0ec ไปจด
5. การต่ออายุโดเมนเนม
โดเมนเนม ก็เหมือนกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ย่อมมีวันหมดอายุเหมือนกัน โดย โดเมนเนมนั้น โดยปกติแล้วจะหมดอายุหลังจากที่เราจดชื่อโดเมนเนม มา 1 ปี หรือ ถ้าตอนที่เราจดโดเมนเนม เรามีการกำหนดระยะเวลาการจดโดเมนเนม การหมดอายุของโดเมนเนม ก็จะหมดอายุหลังจากที่เราจดโดเมนเนมมา ตามระยะเวลานั้น เช่น ถ้าจดโดเมนเนม 2 ปี ก็จะหมดอายุในอีก 2 ปี นับจากวันที่จดโดเมนเนม  โดย การต่ออายุโดเมนเนม สามารถต่ออายุได้นับตั้งแต่วันที่จดเมนเนมมาเลย และต่ออายุได้ไม่เกิน 30 วัน นับจากวันที่โดเมนเนมที่หมดอายุ โดยถ้าปล่อยให้โดเมนเนม หมดอายุ ไปเป็นเวลา 45 วัน โดเมนเนม นั้นก็จะถูกลบออกจากสารบบ และรอการจดใหม่ ได้ทันที

6.การซื้อขายโดเมนเนมเก่า
ในปัจจุบัน มีการซื้อขายโดเมนเนม เป็นจำนวนมาก โดยจะมีการซื้อขายโดเมนเนมเก่า ที่มีชื่อที่เหมาะสมกับการทำ seo  รวมทั้งชื่อโดเมนเนมที่ สั้น จำง่าย และมีอายุมาก โดย ส่วนใหญ่แล้วจะมีการซื้อขายโดเมนเนมเก่า กันในต่างประเทศ ซึ่งถือว่าได้รับความนิยมอย่างมาก เช่น ในเว็บไซต์ www.godaddy.com  www.namejet.com โดยในไทยของเรา ก็มีการซื้อขายโดเมนเนมเช่นกัน โดยตลาดการซื้อขายโดเมนเนมที่ใหญ่ที่สุดของไทยในตอนนี้ ได้แก่ที่ www.thaiseoboard.com ซึ่งมีการจัดประมูล หรือ ตั้งขาย โดเมนเนม กันแทบทุกวัน ซึ่งราคามีตั้งแต่  ไม่ถึงหนึ่งร้อยบาท จนเกิน หลักหมื่น เลยทีเดียว
7. การเลือกซื้อโดเมนเนมที่ใกล้จะหมดอายุ
ในปัจจุบัน มีทางเลือกใหม่เกิดขึ้น ของคนที่คิดจะจดโดเมนเนม นั่นคือ การเลือกซื้อ หรือจดโดเมนเนม ที่ใกล้จะหมดอายุ ซึ่งจะดีกว่า จดโดเมนเนมชื่อใหม่ ตรงที่ บางครั้งอาจมีชื่อสวยๆ หรือชื่อที่โดนใจเราหลุดมา แต่ก่อนหน้านี้เราไม่สามารถจดโดเมนเนมนั้นได้เพราะไม่ว่าง รวมทั้ง เรายังไม่ต้องเสียเวลาทำ SEO มากนัก เพราะบางโดเมนเนม มีอันดับที่ดีใน Search Engine แล้ว แต่ก็มีข้อควรระวังในการเลือกซื้อโดเมนเนมที่ใกล้จะหมดอายุ เช่นกัน ได้แก่ ประวัติการโดนแบนของโดเมนเนม  การโดน ลด จำนวนอินเด็กซ์ ของโดเมนเนมนั้น ซึ่งถ้าใครสนใจในการเลือกซื้อโดเมนเนมที่ใกล้จะหมดอายุนั้น สามารถเลือกซื้อได้ ที่ name.com หรือประมูลที่ www.godaddy.com

8. การเช็คสถานะของโดเมนเนม
ในการจดชื่อโดเมนเนมนั้น  ลำดับแรกเราต้องเช็คสถานะของโดเมนเนมก่อนว่า  ยังว่าง ให้เราทำการจดชื่อโดเมนเนมนั้น หรือไม่ โดยการเช็คสถานะของโดเมนเนมนั้น มีหลายวิธีเช่น 1) ลองเข้าโดเมนเนมนั้น ว่าเข้าได้หรือไม่ ถ้าเข้าได้แสดงว่า ไม่ว่างแล้ว 2) ลอง search ใน search engine 3) วิธีง่ายที่สุด  ได้แก่ การใช้เครื่องมือเช็คสถานะโดเมนเนม ในหน้าเว็บไซต์ที่เราต้องการจดโดเมนเนมด้วย เช่น www.name.com ,www.godaddy.com หรือ เข้าเว็บไซต์ที่มีบริการตรวจสถานะโดเมนเนม โดยเฉพาะ ได้แก่ www.whois.com ,www.checkname.org เป็นต้น
9. ราคาของโดเมนเนม
ราคาของโดเมนเนมนั้น ในปัจจุบัน มีราคาถูกลงกว่าสมัยก่อนเป็นอย่างมาก ซึ่งสมัยก่อนนั้น ราคาของโดเมนเนม มักจะสูงถึงหลักพัน แต่ในปัจจุบัน เริ่มที่หลักร้อย เท่านั้น โดยราคาโดเมนเนม ของแต่ละนามสกุล หรือแต่ละประเภทก็จะแตกต่างกันไป กล่าวคือ .com .net .org ราคามักจะใกล้เคียงกัน ในขณะที่ .info  มักจะมีราคาถูก และ ประเภทของโดเมนเนม ในแต่ละประเทศ ก็จะมีราคาแพงกว่า .com .net .org หรือ .info เนื่องจาก การที่แต่ละประเทศ ให้จดโดเมนเนม ภายใต้นามสกุลของโดเมนเนมประเทศนั้นได้ นอกจากจะเป็นการเผยแพร่ประเทศแล้ว ยังเป็นการหากำไร หรือ ทำธุรกิจอย่างหนึ่งของประเทศด้วย
10. การย้ายโดเมน
การย้ายโดเมน นั้น สามารถทำได้ โดยปกติแล้ว การย้ายโดเมนเนม ต้องแจ้งความจำนงในการย้ายโดเมนเนม อย่างน้อย 30 วันก่อนที่โดเมนเนมจะหมดอายุ โดย จะเสียค่าย้ายโดเมน ซึ่งก็คือค่าต่ออายุโดเมน 1 ปี โดยอัตโนมัติ นั่นเอง โดยอัตราค่าบริการ ย้ายโดเมน นั้น จะขึ้นอยู่กับ การกำหนดของแต่ละ เจ้า ที่รับจดโดเมนเนม ซึ่งโดยปกติแล้ว ราคาจะเท่ากับการจดโดเมนเนมปกติของแต่ละเจ้า เช่น ที่ godaddy.com ค่าย้ายโดเมน เท่ากับ 11 ดอลล่าร์ ซึ่งเท่ากับการจดโดเมนเนมใหม่ นั่นเอง โดยการย้ายโดเมนเนม นั้น โดยปกติแล้วถ้าย้ายจาก ผู้ให้บริการจดโดเมนเนมเดียวกัน จะไม่มีค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นการย้ายเพียงบัญชีผู้จดโดเมนเนมเท่านั้น เช่น การย้ายโดเมนเนม จาก นาย ก. ที่จดกับ name.com ไปยัง นาย ข. ที่จด กับ name.com เช่นเดียวกัน
11. Domain Name Server (DNS)
โดเมนเนม เซิร์ฟเวอร์ (Domain name server) หรือ ดีเอนเอส (DNS) นั้น เป็นสิ่งที่เชื่อมต่อกับชื่อโดเมนเนมของเรา โดย เป็นสิ่งที่ อ้างถึงหมายเลข IP address ของเว็บโฮสติ้ง ที่เรานำมาเชื่อมต่อกับ โดเมนเนมนั้น กล่าวคือ ทำหน้าที่คล้ายกับสมุดโทรศัพท์ คือ เมื่อมีคนต้องการจะโทรศัพท์หาใคร คน ๆ นั้นก็จะต้องเปิดสมุดโทรศัพท์เพื่อค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของคนที่ต้องการจะ ติดต่อคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน เมื่อต้องการจะสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เครื่องนั้นก็จะทำการสอบถามหมายเลข IP ของเครื่องที่ต้องการจะสื่อสาร กับ DNS server ซึ่งจะทำการค้นหาหมายเลขดังกล่าว ในฐานข้อมูลแล้วแจ้งให้ Host ดังกล่าวทราบ เวลาที่เราเข้าถึงชื่อโดเมนเนม นั้นก็สามารถเข้าถึงได้ เพราะมีการเชื่อมกับ โฮสติ้งแล้ว
12. ส่วนสำคัญของระบบ DNS
DNS  นั้น ประกอบไปด้วย 3 ส่วนสำคัญ ที่เราควรทำความรู้จักไว้ ได้แก่ 1)Name Resolvers โดยเครื่อง Client ที่ต้องการสอบถามหมายเลขไอพีเรียกว่า Resolver ซึ่งซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็น Resolvers นั้นจะถูกสร้างมากับแอพพลิเคชันหรือเป็น Library ที่มีอยู่ใน Client 2)Domain Name Space เป็นฐานข้อมูลของ DNS ซึ่งมีโครงสร้างเป็น Tree หรือเป็นลำดับชั้น แต่ละโหนดคือ โดเมนโดยสามารถมีโดเมนย่อย ซึ่งจะใช้จุดในการแบ่งแยก 3)Name Servers เป็นคอมพิวเตอร์ที่รันโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลบางส่วนของ DNS โดย Name Server จะตอบการร้องขอทันที โดยการหาข้อมูลตัวเอง หรือส่งต่อการร้องขอไปยัง Name Server อื่น ซึ่งถ้า Name Server มีข้อมูลของส่วนโดเมนแสดงว่า Server นั้นเป็นเจ้าของโดเมนเรียกว่า Authoritative
13.  เว็บโฮสติ้ง คือ อะไร
เว็บโฮสติ้ง นั้น เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่ในการก่อสร้างบ้านของเรา ซึ่งในความหมายทางคอมพิวเตอร์ หมายถึง พื้นที่ในการฝากข้อมูลบนเว็บไซต์ ที่จะให้ผู้เยี่ยมชม สามารถเข้าถึงได้ ผ่านระบบ อินเตอร์เน็ต โดย เว็บโฮสติ้งจะมีการเชื่อมต่อกับชื่อโดเมนเนม เพื่อให้เข้าถึงเว็บไซต์ นั้นได้ผ่าน ชื่อโดเมนเนม นั้นเลย ซึ่งเว็บโฮสติ้งในปัจจุบันนั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) ประเภท ลินุกซ์ โฮสติ้ง 2) ประเภท วินโดส์ โฮสติ้ง ซึ่ง ลีนุกซ์ โฮสติ้ง จะมีราคาถูกกว่าแบบ วินโดส์โฮสติ้ง
ในปัจจุบัน ในการใช้บริการเว็บโฮสติ้ง สามารถทำได้ง่าย เพราะมีราคาถูก ซึ่งส่วนใหญ่จะเก็บเป็นรายปี เริ่มต้นจากหลักร้อยบาท เท่านั้น
14. การเลือกซื้อเว็บโฮสติ้ง
การเลือกซื้อเว็บโฮสติ้งนั้น มีหลายปัจจัยให้คำนึงถึง ซึ่งปกติแล้ว เรามักจะ คำนึงถึงแค่ ค่าบริการ และ ขนาดพื้นที่ เท่านั้น ซึ่ง 2 สิ่งนี้อาจจะยังไม่ใช่ หลักเกณฑ์ที่ดี ในการเลือกซื้อโฮสติ้ง เพราะในการเลือกซื้อโฮสติ้งนั้น ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆนอกจากนี้ อีก กล่าวคือ  1) คุณภาพของเว็บโฮสติ้ง  โดยคุณภาพของเว็บโฮสติ้งในที่นี้ เราสามารถดูได้ง่ายๆ จาก อัตราการรัน ของเซิฟเวอร์  หรือค้นหาข้อมูลเก่าๆ ประวัติของโฮสติ้งนั้นจาก ใน search engine 2) ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ 3) แหล่งที่ตั้งของเซิฟเวอร์ เช่น ถ้าเราต้องการทำเว็บไซต์ โดยมีเป้าหมายภายในประเทศไทย ก็ควรเลือกโฮสติ้งที่อยู่ในไทย 4) ราคาไม่แพงหรือถูกจนเกินไป เอาให้สมเหตุสมผล 5) พื้นที่โฮสติ้ง หรือขนาดของโฮสติ้ง เหมาะสมกับที่เราจำเป็นต้องใช้

15. เว็บโฮสติ้งบน ลีนุกซ์ และ วินโดส์ ต่างกันอย่างไร
เว็บโฮสติ้งบน ลีนุกซ์ และบนวินโดส์ นั้น มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่องของซอฟต์แวร์ที่ใช้บนเครื่องโฮสติ้ง รวมถึง ภาษาการเขียนโปรแกรมบเนว็บไซต์ที่สามารถใช้ได้  โดย ปกติแล้ว การที่เราเลือกใช้งาน เว็บโฮสติ้งบนลีนุกซ์นั้น จุดประสงค์ คือ สร้างเว็บไซต์ ด้วยภาษาทั่วๆไป เช่น html ,php ซึ่งไม่ได้ใช้ซอฟต์แวร์ ใดเจาะจงมากนัก ซึ่งต่างจาก วินโดส์  ซึ่งจะเฉพาะเจาะจงกับ การทำเว็บไซต์ ด้วยภาษาเฉพาะของฝั่งไมโครซอฟต์ อย่าง asp , asp.net  แต่ เราก็สามารถใช้งาน php หรือ html ได้ แต่โดยปกติ ถ้าไม่ได้สร้างเว็บไซต์ด้วย ภาษาของทางฝั่งไมโครซอฟต์ การเลือกใช้ เว็บโฮสติ้งบนลีนุกซ์ จะดีที่สุด เพราะสเถียร และราคาถูก

16. เว็บล่ม คืออะไร
เว็บล่ม เป็นสิ่งที่หลายคนมักพบเจอ และมักเกิดคำถามเสมอว่า เว็บล่มคืออะไร  เว็บล่มนั้น เป็นสถานะ ที่ใช้เรียกเวลาที่เราไม่สามารถเข้าเว็บไซต์ได้ อันเนื่องมาจากเหตุขัดข้องบางประการ เช่น  เว็บไซต์เกิดทำงานหนักจนโฮสติ้งรับไม่ไหวจนเกิดอาการดาวน์  , การเปลี่ยน dns ผิดพลาด , ไฟล์เว็บไซต์หายไป , โดน แฮกข้อมูลจนทำให้เกิดเหตุขัดข้อง เป็นต้น โดย เว็บล่มนี้ เป็นสิ่งที่คนทำเว็บไซต์หลายคน วิตกกังวลเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเกิดเว็บล่มบ่อยๆ จะชี้ให้เห็นถึงความไม่น่าเชื่อถือ และไม่มีประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ซึ่งวิธีการป้องกันเว็บล่มอย่างหนึ่งที่ คนทำเว็บไซต์ส่วนใหญ่ คำนึงถึง ได้แก่ การเลือกเว็บโฮสติ้งที่มีค่า uptime สูงๆ และน่าเชื่อถือได้
17. ค่า uptime คืออะไร
ค่า uptime หรือ server uptime นั้น เป็น ค่าที่หลายคนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคนทำเว็บไซต์ และเจ้าของโฮสติ้ง ซึ่งค่า uptime นี้หมายถึง ระยะเวลาที่ เซิฟเวอร์ หรือ โฮสติ้ง ไม่เคยล่ม ไม่เคยรีสตาร์ท ไม่เคยดับ ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของโฮสติ้งหลายเจ้า จะบอกเสมอว่า โฮสติ้งของเขานั้น มีค่า uptime 99.99% ซึ่งหมายความว่าใน 1 ปี จะล่มได้ไม่เกิน 52 นาที เท่านั้น ซึ่งจุดนี้ เป็นจุดที่ผู้จัดทำเว็บไซต์มักให้ความสำคัญเสมอ เพราะยิ่งมีค่า uptime มากๆ ก็หมายความว่า โฮสติ้งมีอัตราการดาวน์ หรือล่มที่ต่ำ ซึ่งเว็บไซต์ที่รันอยู่บนโฮสติ้งนั้น ก็จะไม่ล่มหรือดาวน์ ไปด้วย นั่นเอง  สรุปแล้วค่า uptime จึงเป็นค่าที่มีความสำคัญอย่างมากในการเลือกเว็บโฮสติ้ง ในการทำเว็บไซต์ ที่ไม่ควรมองข้ามเลย
18. Server down คือ
Server down หรือ โฮสล่ม  มีลักษณะเดียวกันกับเว็บล่ม แต่ Server down นั้น จะมีความร้ายแรงมากกว่า เว็บล่ม เพราะถ้า server down หรือโฮสล่ม นั่นหมายถึง เว็บไซต์ที่ฝากอยู่บบน โฮสติ้ง หรือเซิร์ฟเวอร์นั้น จะล่มทั้งหมด โดยสาเหตุส่วนใหญ่ที่ก่อให้เกิด server down หรือ โฮสล่ม นั้น มักมาจาก การใช้ทรัพยากรบนโฮสติ้งของเว็บไซต์ที่รันอยู่ ซึ่งหลายครั้งมักพบว่า เว็บไซต์เพียงเว็บไซต์เดียว สามารถก่อให้เกิด server down ได้ เพียงเพราะว่า มีการใช้งานทรัพยากรอย่างมาก  นอกจากสาเหตุที่กล่าวมานี้ ยังมีสาเหตุอื่นๆที่ก่อให้เกิด โฮสล่ม เช่น  อุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ชำรุด  , สัญญาณเน็ตเวิร์กบนเครือข่ายที่ฝากวางเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไว้ มีปัญหา , ไฟดับที่แม่ข่าย  เป็นต้น
19. Bandwidth คืออะไร
Bandwidth (แบนวิธ) เป็นค่าที่หลายคนมักสงสัยกันว่า คือค่าที่บอกถึงอะไร เพราะมักจะเห็นในรายละเอียดของการเช่าเว็บโฮสติ้ง ซึ่ง แบนวิธ นั้น หมายถึง ปริมาณการส่งออกข้อมูล  ดังนั้น แบนวิธของเว็บไซต์จึงหมายถึงปริมาณการส่งออกข้อมูลที่เว็บไซต์สามารถรับได้ โดยจะมีการวัดในแต่ละเดือน  ซึ่ง ค่าแบนวิธสูง จะหมายถึง การรองรับ ปริมาณทราฟฟิก หรือปริมาณการส่งออกข้อมูลที่เกิดขึ้นภายในเว็บไซต์ได้ในปริมาณที่มาก ดังนั้น ในปัจจุบัน จึงเห็นผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง เกือบทุกราย มุ่งเน้น ในเรื่องของให้ แบนวิธเยอะๆควบคู่กับการให้ปริมาณพื้นที่ฝากไฟล์เยอะๆ เนื่องจากเว็บไซต์ในปัจจุบัน มักมีการใช้แบนวิธจำนวนมาก ซึ่งถ้า เลือกโฮสติ้งที่ให้แบนวิธ น้อย ก็อาจจะเกิดอาการเว็บล่มได้
20. การเลือกโฮสติ้ง
การเลือกโฮสติ้ง หรือเว็บโฮสติ้งนั้น  เป็นสิ่งสำคัญที่คนทำเว็บไซต์ทุกคนควรคำนึงถึง เพราะเว็บโฮสติ้ง เหมือน พื้นที่ปลูกบ้าน ถ้าเลือก พื้นที่ไม่ดี ก็อาจทำให้บ้านของเราไม่ดี ไปด้วย โดยการเลือกโฮสติ้ง นั้นมีหลักที่ควรคำนึงถึง ดังนี้
1) ผู้ให้บริการ  เราควรจะหาข้อมูลผู้ให้บริการว่า ผู้ให้บริการคนนั้น มีประวัติอย่างไรบ้าง เช่น อาจจะเคยโกงลูกค้า เป็นต้น
2) ดูค่า uptime ของ server  ถ้ามีค่า สูงๆ หรือ 99.99% จะดีมาก  3) ดูช่องทางการติดต่อ หรือการซัพพอร์ทของโฮสติ้ง ว่ามีหลายช่องทาง และติดต่อได้สะดวกหรือไม่ 4) ราคาในการให้บริการ เหมาะสมต่อขนาดพื้นที่ของโฮสติ้ง และ ปริมาณแบนวิธ รวมทั้งสิ่งอื่นๆที่จำเป็นหรือไม่  5) เป็น ลีนุกซ์ หรือ วินโดส์ โดยถ้าจะทำเว็บไซต์ที่เน้นเฉพาะ ภาษา php ควรเลือก ลีนุกซ์ แต่ถ้ามีการใช้ภาษาของฝั่งไมโครซอฟต์ เช่น asp,asp.net ให้เลือก วินโดส์  6) พิจารณาว่า เครื่องโฮสติ้ง หรือเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ที่ใด น่าเชื่อถือหรือไม่  ตั้งอยู่ที่ไทยหรือต่างประเทศ ให้เลือกให้เหมาะสมกับเป้าหมายเว็บไซต์ที่เราจะทำ 7)ความเร็วในการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ บนโลกออนไลน์ ว่าเร็วหรือไม่

For related post, please visit Domain-Hosting-Server.

การต่ออายุโดเมนเนม

โดเมนเนม ก็เหมือนกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ย่อมมีวันหมดอายุเหมือนกัน โดย โดเมนเนมนั้น โดยปกติแล้วจะหมดอายุหลังจากที่เราจดชื่อโดเมนเนม มา 1 ปี หรือ ถ้าตอนที่เราจดโดเมนเนม เรามีการกำหนดระยะเวลาการจดโดเมนเนม การหมดอายุของโดเมนเนม ก็จะหมดอายุหลังจากที่เราจดโดเมนเนมมา ตามระยะเวลานั้น เช่น ถ้าจดโดเมนเนม 2 ปี ก็จะหมดอายุในอีก 2 ปี นับจากวันที่จดโดเมนเนม โดย การต่ออายุโดเมนเนม สามารถต่ออายุได้นับตั้งแต่วันที่จดเมนเนมมาเลย และต่ออายุได้ไม่เกิน 30 วัน นับจากวันที่โดเมนเนมที่หมดอายุ โดยถ้าปล่อยให้โดเมนเนม หมดอายุ ไปเป็นเวลา 45 วัน โดเมนเนม นั้นก็จะถูกลบออกจากสารบบ และรอการจดใหม่ ได้ทันที

Read related post at การต่ออายุโดเมนเนม.

โดเมนเนมภาษาไทย

โดเมนเนมภาษาไทย ในปัจจุบัน เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถทำ Search engine optimization (SEO) ในประเทศไทยได้ดีมากๆ ซึ่งเราสามารถใช้ชื่อโดเมนเนม เป็นภาษาไทยได้เลย เช่น หนังสือมือสอง โดย การจดโดเมนเนมภาษาไทยนั้น ในปัจจุบัน สามารถจดได้ ในประเภท .com,.net โดยเวลาที่เราจะจดโดเมนเนมภาษา ไทยนั้น ให้เราเอา code ที่แปลงชื่อภาษาไทย เป็น สตริงที่เข้ารหัสแล้วไปจด ซึ่งเราสามารถสังเกต ชื่อภาษาไทย ที่เข้ารหัสแล้ว ได้จากการพิมพ์ชื่อโดเมนเนมภาษาไทยนั้น ที่เว็บเบราว์เซอร์ เช่น พิมพ์คำว่า หนังสือมือสอง.com ก็จะเห็นรหัส xn--72ca6c7a6bbctbb1b0ec.com ถ้าชื่อโดเมนเนม นี้ยังว่างอยู่ ก็เอาไปจดได้เลย โดยนำ xn--72ca6c7a6bbctbb1b0ec ไปจด

For related post, please visit โดเมนเนมภาษาไทย.

ประเภทของโดเมนเนม (Type of Domain)

domain,domain name,โดเมน
Type of Domain

ประเภทของโดเมนเนม ในปัจจุบันนั้น มีมากมายหลายประเภท ซึ่งส่วนใหญ่คนเรามักจะคิดว่า ประเภทของโดเมน มีแค่ .com .net .info .org แต่ความจริงแล้ว ประเภทของโดเมนเนม หรือ นามสกุลของโดเมน มีหลากหลายมากกว่านั้น โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 1) โดเมนเนม 2 ระดับ จะเป็น โดเมนเนม ที่เรียกว่าระดับสูงที่สุด โดย จะประกอบไปด้วย ชื่อโดเมน ตามด้วย นามสกุลโดเมน หรือประเภทของโดเมน โดย ประเภทของโดเมนที่เข้าข่าย ประเภทนี้ ได้แก่ .com .net .info .org .edu .gov เป็นต้น
ส่วนอีกประเภท ได้แก่ โดเมนเนม 3 ระดับ หรือ โดเมนเนมแต่ละประเทศ ซึ่งจะประกอบไปด้วย ชื่อโดเมน ตามด้วยนามสกุล และคำย่อของประเทศ เช่น .co.th ,.ac.th เป็นต้น

ประเภทของโดเมนเนม ประเภทของโดเมนเนม ในปัจจุบันนั้น มีมากมายหลายประเภท ซึ่งส่วนใหญ่คนเรามักจะคิดว่า ประเภทของโดเมน มีแค่ .com .net .info .org แต่ความจริงแล้ว ประเภทของโดเมนเนม หรือ นามสกุลของโดเมน มีหลากหลายมากกว่านั้น โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 1) โดเมนเนม 2 ระดับ จะเป็น โดเมนเนม ที่เรียกว่าระดับสูงที่สุด โดย จะประกอบไปด้วย ชื่อโดเมน ตามด้วย นามสกุลโดเมน หรือประเภทของโดเมน โดย ประเภทของโดเมนที่เข้าข่าย ประเภทนี้ ได้แก่ .com .net .info .org .edu .gov เป็นต้น ส่วนอีกประเภท ได้แก่ โดเมนเนม 3 ระดับ หรือ โดเมนเนมแต่ละประเทศ ซึ่งจะประกอบไปด้วย ชื่อโดเมน ตามด้วยนามสกุล และคำย่อของประเทศ เช่น .co.th ,.ac.th เป็นต้น

Please visit ประเภทของโดเมน or Domain for more post.

VirtualHost ง่ายๆ สไตล์ Windows ด้วย Apache

การติดตั้ง VirtualHost นี้อยู่บนพื้นฐานการติดตั้งบน WindowsXP ส่วนตัว Windows อื่นๆ ผู้อ่านต้องศึกษาเพิ่มเติมเอง และสำหรับตระกูล Linux ขอติดไว้ก่อนเพราะตอนนี้เครื่องผมยังไม่ได้ลง Linux และไม่ได้เล่นมาหลายเดือนแล้ว และอยู่บนพื้นฐานการติดตั้งเพื่อใช้งานในเครื่องเดียว (เพื่อเป็นแนวทางในการทำ VirtualHost) และจะมีหัวข้อ Advanch,FreeHost ซึ่งจะเป็นการทำในการใช้งานจริงซึ่งท่านจะต้องมีความรู้หลายอย่างเพิ่มเติม เช่น DNS,Apache,NameBaseVirtualHost) อีกอย่างอยู่บนพื่นฐานของ AppServ ครับ ท่านต้องติดตั้ง AppServ เรียบร้อยเสียก่อนครับ

สิ่งที่ต้องมี :

  • คอมพิวเตอร์
  • WindowsXP *
  • AppServ
  • Card Lan *
  • ความรู้เรื่อง TCP/IP *
* Windows ที่ไม่มีปัญหาคือ WindowsXP ส่วนเวอร์ชั่นอื่นๆ ต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมว่าต้อง Set อะไรเพิ่ม หรือจะเจอปัญหาอะไร เช่น XP,2000 อาจจะต้อง Config apache เพิ่ม หรือแก้ไขบางอย่าง
* Card Lan ไม่รู้เกี่ยวหรือป่าว เพราะเครื่องผมมี Cardlan ทุกเครื่อง และ สำหรับ Win XP,2000 อาจจะเจอปัญหาว่า มี Card Lan แต่ไม่ได้ Plug สายแลน ระบบ หรือ service TCP/IP จะไม่ทำงาน (อันนี้เป็น ปัญหาหรือ Bugs ของ windows ให้ศึกษาหรือหาทางแก้เอง) และเคยเห็นกระทู้ที่ว่า ไม่มี CardLan ไม่สามารถติดตั้ง Apache ได้ เพราะ Apache ทำงานบน TCP/IP Port 80
* ความรู้เรื่อง TCP/IP ขี้นอยู่กับว่าท่านจะนำไปทำในระดับไหน ยิ่งเพิ่มระดับยิ่งต้องมีความรู้เพิ่มเติมดังต่อไปนี้
ระดับผู้สนใจ
  • พื้นฐาน (ผู้ที่ติดตั้ง CMS ได้แล้วแต่ต้องการทำ หลายไซต์)
  • Advance (ใช้งานในระบบ LAN)
  • FreeHost (ใช้งานเป็น FreeHost เล่นๆ ได้เลย)
เริ่มกันเลย
1. เปิด Notepad แล้วพิมพ์ ดังนี้
โค้ด:
#ชื่อไซต์อะไรก็ได้ในที่นี้สมมุติว่าชื่อไซต์ soda1.com กะ soda2.com
#ชื่อไซต์ต้องไม่มีอยู่จริงเพราะถ้ามีอยู่จริง ท่านจะไม่สามารถเข้าไปในไซต์จริงได้
#เพราะว่ามันจะวนกลับมาหาเครื่องท่าน เช่นถ้าท่านตั้งชื่อว่า
http://www.yahoo.com/ เวลาที่ท่าน
#ต้องการเข้า net
http://www.yahoo.com/ มันจะวิ่งกลับมาที่เครื่องของท่านนะเอง แทนที่จะไปไซต์
#Yahoo จริง
# สามารถเพิ่มได้ไม่จำกัดขึ้นอยู่กับว่าท่านจะทำ VirtualHost กี่ไซต์
127.0.0.1       localhost
127.0.0.1       soda1.com
127.0.0.1       soda2.com

เสร็จแล้ว Save เป็นชื่อไฟล์ HOSTS ไว้ใน C:\WINDOWS\system32\drivers\etc ครับ ระวัง Notepad จะเติม HOSTS.TXT ให้โดยอัตโนมัติ ให้ rename เป็น HOSTS เฉยๆ

2.ทดสอบโดย ping http://www.soda1.com/ และ http://www.soda2.com/ จะต้องได้ผลดังนี้ครับ

โค้ด:
C:\>ping www.soda1.com

Pinging www.soda1.com [127.0.0.1] with 32 bytes

Reply from 127.0.0.1: bytes=32 time<1ms TTL=128
Reply from 127.0.0.1: bytes=32 time<1ms TTL=128
Reply from 127.0.0.1: bytes=32 time<1ms TTL=128
Reply from 127.0.0.1: bytes=32 time<1ms TTL=128

Ping statistics for 127.0.0.1:
Packets: Sent = 4, Received = 4, Lost = 0 (0
Approximate round trip times in milli-seconds:
Minimum = 0ms, Maximum = 0ms, Average = 0ms


C:\>ping www.soda2.com

Pinging www.soda2.com [127.0.0.1] with 32 bytes

Reply from 127.0.0.1: bytes=32 time<1ms TTL=128
Reply from 127.0.0.1: bytes=32 time<1ms TTL=128
Reply from 127.0.0.1: bytes=32 time<1ms TTL=128
Reply from 127.0.0.1: bytes=32 time<1ms TTL=128

Ping statistics for 127.0.0.1:
Packets: Sent = 4, Received = 4, Lost = 0 (0
Approximate round trip times in milli-seconds:
Minimum = 0ms, Maximum = 0ms, Average = 0ms

ถ้าไม่ได้ ให้ตรวจสอบให้ดีว่า มี ไฟล์ HOST อยู่หรือป่าว

3.แก้ไขไฟล์ httpd.conf (โดยไปที่ Start -> Programs -> AppServ -> Apache Configure Server -> Edit the Apache httpd.conf Configuration File)
ให้เพิ่ม Code นี้เข้าไป ที่ท้ายสุดของไฟล์

โค้ด:
NameVirtualHost *

<VirtualHost *>
ServerName localhost
DocumentRoot “C:\AppServ\www”
</VirtualHost>

<VirtualHost *>
ServerName soda1.com
DocumentRoot “C:\AppServ\www\soda1”
</VirtualHost>

<VirtualHost *>
ServerName soda2com
DocumentRoot “C:\AppServ\www\soda2”
</VirtualHost>

Save ไฟล์
*ตรง ServerName นั้นให้สัมพันธ์กับการตั้งชื่อในไฟล์ HOSTS ส่วน DocumentRoot นั้นก็แล้วแต่ท่านว่า Site ไหน เก็บใน Folder ไหน ให้จำไว้ให้ดี เพราะจะใช้ในข้อต่อไป

4.ไปที่ Folder C:\AppServ\www สร้าง folder ขี้นมาให้สัมพันธ์กันกับข้างต้น
สร้างโฟล์เดอร์ soda1 ใน C:\AppServ\www
สร้างโฟล์เดอร์ soda2 ใน C:\AppServ\www

5.กลับไปที่ AppServ ทดสอบ Apache โดยไปที่ Start -> Programs -> AppServ -> Apache Configure Server -> Test the Apache httpd.conf Configuration File )
จะต้องได้ผลดังนี้( ไม่มี Error ) Syntax OK

โค้ด:
c:/appserv/apache/conf/httpd.conf: Syntax OK
Note the errors or messages above, and press the <ESC> key to exit. 18…

6.ทดสอบ Apache อีกครั้ง
ใช้ notepad สร้าง html เช่น

โค้ด:
<html> My Name’s SODA1 </html>  โดยทำการบันทึกเก็บไว้ที่  “C:\AppServ\www\soda1\index.html”
และ
<html> My Name’s SODA2 </html>  โดยทำการบันทึกเก็บไว้ที่  “C:\AppServ\www\soda2\index.html”

7. ทดสอบโดย
เปิด IE พิมพ์ url
www.soda1.com/ จะต้องได้ My Name’s SODA1
และ พิมพ์ url
www.soda2.com/ จะต้องได้ My Name’s SODA2

เสร็จแล้วครับ เห็นไหมครับ ง่ายนิดเดียว ความจริงอธิบายยาวไปแค่นั้นเองครับ เผื่อคนที่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่อง DNS,VirtualHost และอื่นๆ
ถ้าจะสรุปจริงๆ คือ
1.แก้ไขไฟล์ HOSTS
2.แก้ไขไฟล์ httpd.conf
3.สร้าง Folder ให้ตรงกันเสร็จแล้วครับ VirtualHost
4.และการทำ Nuke ก็แค่ Dup Folder Nuke ทั้งตัว html และ ตัวฐานข้อมูลไป แต่ละไซต์และแก้ config ให้ตรงกันเท่านั้นเอง

** หลังจากแก้ไข httpd.conf แล้วอย่าลืม restart apache ด้วยครับ
ไปที่ Start -> Programs -> AppServ -> Apache Control Server -> Restart

ปรับปรุงเนี้อหาให้เป็น WindowsXP by PcSOdA

VPS คืออะไร

VPS ย่อมาจาก Virtual Private Server แปลว่าเป็น Server ส่วนตัวแบบเสมือน  หมายความว่า เป็น Server ของเราเอง แต่ว่าไม่ใช่ Server จริงๆจับต้องได้นะครับ แต่เป็น Server จำลอง อยู่ใน Server จริงๆอีกทีนึง

หลักการคร่าวๆ คือ เจ้าของเครื่อง Server จะใช้โปรแกรมแบ่งเครื่อง Server ตัวเอง ออกเป็นเครื่องเสมือนย่อยๆหลายๆเครื่อง แบ่ง RAM แบ่งฮาร์ดดิสก์ แบ่ง CPU ของแต่ละเครื่องเสมือนออกจากกัน ซึ่งข้อดีสำหรับการใช้ VPS มีดังนี้ครับ

1. เรามี Server เป็นของตัวเองโดยสมบูรณ์

เราจะเหมือนเป็นเจ้าของ Server เองเลย เราจะมี IP เป็นของตัวเอง ไม่ต้องแชร์กับใคร สามารถลงโปรแกรมอะไรได้ตามต้องการ ไม่ต้องรอ หรือง้อให้เจ้าของโฮสท์มาลงให้ จะใช้เครื่องเดียวนี้เปิดเว็บสักกี่โดเมน กี่ซับโดเมน ก็แล้วแต่เรา

การที่เรามีเนื้อที่ มี CPU มี RAM เป็นของเราเอง จะดีกว่า Shared Host คือไม่ต้องแบ่งใคร ทำให้ไม่ต้องห่วงว่าเว็บคนอื่นจะมาทำให้เว็บเราช้า หรือเราจะไปกวนเว็บคนอื่นจนต้องโดนเตะออกจากโฮสท์ ถึงเขาจะบอกว่า unlimited

2. ค่าใช้จ่ายน้อย

เนื่องจาก VPS เป็นการเอาเครื่องจริงๆ มาจำลองเป็นเครื่องเสมือนหลายๆเครื่อง จึงทำให้การเช่า VPS มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการเช่า Dedicated Server และบางที่ก็ราคาพอๆและถูกกว่าการเช่า Shared Host อีกต่างหาก

3. ดูแลง่าย

ถึงแม้จะเหมือนมี Server ของเราเอง แต่การดูแลง่ายกว่าการมี Server จริงๆ เพราะว่ามันเป็น Server เสมือน ซึ่งคล้ายกับเป็นโปรแกรมตัวนึง ทำให้สามารถสั่งรีบู้ต ปิดเครื่อง เปิดเครื่อง ผ่านทางหน้าเว็บได้เลย โดยไม่ต้องมีคนไปกดปุ่มที่หน้าเครื่องเหมือน Server จริง จะแบ็คอัพก็ทำผ่านหน้าเว็บได้เลย  ไม่ต้องถอดๆใส่ๆฮาร์ดดิสก์

เวลาระบบมีปัญหา อยากจะลง OS ใหม่ ก็ทำได้ง่ายผ่านทางเว็บครับ ไม่ต้องไปที่หน้า Server เอง

ถ้า จะเทียบกับ Shared Host แล้วก็ใกล้เคียงกัน เพราะ VPS ส่วนใหญ่ จะมีโปรแกรมช่วยให้การจัดการเว็บได้ง่าย ใกล้เคียงกับการเช่า Shared Host ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะดูแลยากครับ อาจจะยุ่งตอนลงโปรแกรมครั้งแรก แต่หลังจากนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการใช้ Shared Host อย่าลืมว่าข้อดีก็คือเราจะลงโปรแกรมเพิ่มได้เอง และไม่ต้องลงโปรแกรมที่ไม่จำเป็นครับ

บทสรุป

VPS ถือว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ต้องการหาเนื้อที่ในการทำเว็บ และต้องการเผื่อสำหรับการขยับขยายเพิ่มเติมในอนาคตครับ

VPS อาจจะไม่เหมาะสำหรับเว็บที่ต้องเก็บข้อมูลเยอะๆเป็นร้อยๆ GB หรือพวก Server เกม Server วิดีโอ เนื่องจากเว็บพวกนี้จำเป็นต้องใช้เนื้อที่ดิสก์เป็นของตัวเองทั้งหมด หรือต้องใช้ CPU มากๆ ดังนั้นควรจะใช้ Server ของตัวเองดีกว่า แต่สำหรับเว็บทั่วๆไป VPS ถือว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า Shared Host ครับ อาจจะใช้ยากกว่าเล็กน้อย แต่ถ้าลงทุนศึกษา จะคุ้มค่าในระยะยาวกว่าแน่นอนครับ

ที่มา: www.yodnam.com