เขียน dialplan ขั้นพื้นฐาน (ต่อ)

เขียน dialplan ขั้นพื้นฐาน (ต่อ)

1. ตัวแปร
จากตัวอย่างในตอนที่แล้ว เราได้ extensions.conf ดังนี้

====================================================

[from-mm]                                          ; context สำหรับ incoming จาก Mouthmun
exten => s,1,Answer()                        ; รับ call
exten => s,n,Dial(SIP/2000,20)             ; Dial extension 2000 โดยมี timeout = 20 วินาที
exten => s,n,Hangup()

[from-sip]                                                         ; context สำหรับโทรภายใน และโทรออก
exten => 2000,1,Answer()
exten => 2000,n,Dial(SIP/2000,20)
exten => 2000,n,Hangup()

exten => 2001,1,Answer(0)
exten => 2001,n,Dial(SIP/2001,20)
exten => 2001,n,Hangup()

exten => _00XXXXXXXX,1,Dial(SIP/mm/${EXTEN})
exten => _668XXXXXXXX,1,Dial(SIP/mm/${EXTEN})
exten => _662XXXXXXX,1,Dial(SIP/mm/${EXTEN})

====================================================

จะเห็นว่าใน 3 บรรทัดสุดท้ายมี ${EXTEN}   สักษณะเช่นนี้ คือ ${NAME} เรียกว่าตัวแปร
${EXTEN} มีค่าเท่ากับ เลขหมายปลายทางที่ผู้โทรกด

${EXTEN:1}   มีค่าเท่ากับ   ตัดตัวเลขตัวแรกออกจากเลขหมายปลายทางที่ผู้โทรกด
ตัวอย่างเช่น

exten => _900XXXXXXXX,Dial(SIP/mm/${EXTEN:1})

ถ้าเรากด 90018067894 ระบบจะตัด 9 ออกแล้ว Dial เฉพาะ 0018067894

2. Application Goto()
ใน extensions.conf ของเรา เมื่อมีสายเข้ามา ระบบจะ ring ที่ extension 2000
ถ้าเราต้องการให้มีระบบตอบรับอัตโนมัติเราจะต้องใช้ Application Goto() มาช่วย

Application Goto() จะใช้ในการบังคับให้ระบบข้ามไป process ในบรรทัดที่ต้องการ
มีรูปแบบ ดังนี้

exten => 123,1,Goto(context,extension,priority)
หรือ
exten => 123,1,Goto(extension,priority)   ถ้าอยู่ใน context เดียวกัน

มาดูตัวอย่างกันเลย modify จาก extensions.conf เดิม   ปรับเฉพาะ context ขาเข้า
context โทรภายในและโทรออกคงไว้เช่นเดิม

====================================================

[from-mm]                                          ; context สำหรับ incoming จาก Mouthmun
exten => s,1,Answer()                        ; รับ call
exten => s,2,Background(th-mainmenu)     ; ข้อความต้อนรับ บอกให้ผู้โทรกดเลขหมายต่างๆ
exten => s,3,WaitExten()                       ; รอรับตัวเลขที่ผู้โทรกด

exten => t,1,Goto(s,2)                         ; ถ้าผู้โทรไม่กดนานกว่า timeout (10s) ให้กลับไปที่
; mainmenu

exten => i,1,Playback(th-invalid)        ; ถ้าผู้โทรกดเลขหมายนอกเหนือจากที่กำหนดให้ระบบ
; play soundfile เพื่อบอกผู้โทร
exten => i,2,Goto(s,2)                         ; แล้วกลับไปที่ mainmenu

exten => 2000,1,Dial(SIP/2000,20)        ; ถ้าผู้โทรกด 2000 ให้ระบบ ring extension 2000
exten => 2001,1,Dial(SIP/2001,20)        ; ถ้าผู้โทรกด 2001 ให้ระบบ ring extension 2001

[from-sip]                                                         ; context สำหรับโทรภายใน และโทรออก
exten => 2000,1,Answer()
exten => 2000,n,Dial(SIP/2000,20)
exten => 2000,n,Hangup()

exten => 2001,1,Answer(0)
exten => 2001,n,Dial(SIP/2001,20)
exten => 2001,n,Hangup()

exten => _00XXXXXXXX,1,Dial(SIP/mm/${EXTEN})
exten => _668XXXXXXXX,1,Dial(SIP/mm/${EXTEN})
exten => _662XXXXXXX,1,Dial(SIP/mm/${EXTEN})

====================================================

3. Branching with Application GotoIf()
entensions.conf ในข้อ 2 สามารถทำงานได้   แต่อาจจะเกิด loop ไม่รู้จบได้   สมมติว่ามีผูโทรเข้ามา
แล้วไม่กดอะไรเลย   ระบบจะรอจน timeout (default = 10s) แล้ว play mainmenu   และจะวน
loop อย่างนี้ไปเรื่อยๆ   ระบบจะเสีย incoming trunk ไปโดยเปล่าประโยชน์   จะต้องมีการกำหนดให้นับ
จำนวน loop ถ้าครบก็ให้ Hangup()

GotoIf() จะมีการใช้งาน ดังนี้

exten => 123,1,GotoIf(Expression?destination1:destination2)

โดยที่ destination1, destination2 คือ

– priority label หรือ
– extention,priority label หรือ
– contect,extension,priority label

ดูตัวอย่าง โดยการ modify extensions.conf ในข้อ 2 เพื่อไม่ให้

======================================================

[from-mm]

exten => s,1,Answer()
exten => s,2,Set(COUNT=0)                                         ; Set counter = 0
exten => s,3,Background(th-mainmenu)
exten => s,4,Set(COUNT=$[${COUNT} + 1])                  ; เพิ่ม counter
exten => s,5,GotoIf($[${COUNT} = 3]?stopping:goingon) ; เช็ค counter = 3 หรือไม่ (กำหนด maximum loop ที่นี่)
exten => s,6(stopping),Hangup()                                    ; counter = 3 ให้ Hangup()
exten => s,7(goingon),WaitExten()                                 ; counter < 3 ให้ทำงานต่อ

exten => t,1,Goto(s,3)
exten => i,1,Playback(th-invalid)
exten => i,2,Goto(s,3)

exten => 2000,1,Dial(SIP/2000,20)
exten => 2001,1,Dial(SIP/2001,20)

[from-sip]

exten => 2000,1,Answer()
exten => 2000,n,Dial(SIP/2000,20)
exten => 2000,n,Hangup()

exten => 2001,1,Answer()
exten => 2001,n,Dial(SIP/2001,20)
exten => 2001,n,Hangup()

exten => _00XXXXXXXX,1,Dial(SIP/mm/${EXTEN})าย
exten => _668XXXXXXXX,1,Dial(SIP/mm/${EXTEN})
exten => _662XXXXXXX,1,Dial(SIP/mm/${EXTEN})

======================================================

4. ส่งท้าย
ลองคอนฟิกดูครับ มี feedback อะไรก็ mail มาได้ครับที่ adventek@adventek.biz

เขียน dialplan ขั้นพื้นฐาน

1. บทเริ่ม
Asterisk dialplan เป็นกลไกของระบบที่จะควบคุม call flow ตามที่เราต้องการ
dialplan จะอยู่ในไฟล์ /etc/asterisk/extensions.conf   dialplan ประกอบด้วย
4 ส่วนหลักๆ คือ contexts, extensions, priority และ applications

2. Contexts
Context คือ section ย่อยของ dialplan   context เป็นกลุ่มของ extensions
extensions ใน context หนึ่ง จะแยกจากกันอย่าเด็ดขาดจาก extensions ใน
context อื่นๆ     context จะมีรูปแบบ ดังนี้

[context-name1]
exten => xxx,1,app1()
exten => xxx,n,app2()


[context-name2]
exten => 123,1,app1()
extex => 123,n,app2()

extensions ที่ถัดจาก context ใดๆ ก็จะอยู่ใน context นั้น จนกว่าจะเริ่ม context ใหม่
ชื่อ context จะประกอบด้วย A-Z, a-z, 0-9, – (hyphen), _ (underscore)
ตัวอย่างเช่น
[incoming]
[outbound-sip-trunk]
[iax_trunk] เป็นต้น
อย่าใช้ [globals] หรือ [general] เพราะ [general] จะใช้กำหนดเรื่องทั่วไปของ dialplan ส่วน
[globals] จะกำหนด global variables ซึ่งเราจะเรีบนรู้ต่อไป

ชื่อ context ยาวได้ถึง 79 ตัวอักษร !!!   มีเวลาก็ลองทดสอบดู !!!

3. Extensions
Extension คือ step ในการทำงานของระบบ   เมื่อมี call เข้ามาระบบต้องเช็คว่า call จัดอยู่ใน context ใด
ระบบก็จะใช้ extensions ใน context นั้นๆ ในการ process โดยจะทำตาม priority ที่เราจะกล่าวถึงต่อไป
รูปแบบของ extension
exten => name,priority,application
ตัวอย่าง
exten => 2000,1,Answer()
extension name = 2000
priority = 1
application = Answer()

s extension (start extension)
ในกรณีที่มี incoming call มาจาก trunks เช่น PSTN (TOT เป็นต้น), SIP trunk (Voip providers)
calls เหล่านี้จะไม่มีข้อมูล extension (เลขหมายภายใน) ปลายทาง   ดังนั้นจะต้องมี
extension พิเศษรับ calls เหล่านี้ นั่นคือ extension s

exten => s,1,Answer()
exten => s,n,App1()
exten => s,n,App2()

i extension (invalid extension)
ในบางกรณีระบบต้องการรับ input จากผู้โทร   ถ้าผู้โทรกด input ที่นอกเหนือจากที่ระบบต้องการ
call นั้นจะถูกส่งไปที่ i extension เพื่อ run app ที่แจ้งให้ผู้โทรทราบว่ากดผิด (เช่น ระบบ IVR)

exten => i,1,App1()

t extension (timeout extension)
ในกรณีที่ระบบต้องการ input จากผู้โทร   แต่ผู้โทรไม่กด input ใดๆ จนกะทั่ง timeout ระบบ
ก็จะส่ง call นั้นไปยัง t extension เพื่อ run app ที่กำหนดไว้ต่อไป (เช่นระบบ IVR)

exten => t,1,App2()

extension wildcards
[1236-9]     หมายถึง 1 หรือ 2 หรือ 3 หรือ 6 หรือ 7 หรือ 8 หรือ 9   ตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียวเท่านั้น
X                หมายถึง 0 ถึง 9   ตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียวเท่านั้น
Z                หมายถึง 1 ถึง 9   ตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียวเท่านั้น
N                หมายถึง 2 ถึง 9   ตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียวเท่านั้น
.                 หมายถึง   ตัวเลขอะไรก็ได้หนึ่งตัวหรือมากกว่าหนึ่งตัวก็ได้

exten => 20XX,1,Answer()

20XX จะหมายถึง 2000 ถึง 2099   เป็นต้น

4. Priority
แต่ละ extension อาจจะมีหลาย steps     priority คือ ลำดับของ steps   ดูตัวอย่าง
[incoming]
exten => 2000,1,Answer()
exten => 2000,2,Playback()
exten => 2000,3,Hangup()

ระบบจะ process context incoming ตามลำดับ priority คือ 1,2,3

ถ้าเราเรีบงลำดับใหม่
[incoming]
exten => 2000,3,Hangup()
exten => 2000,2,Playback()
exten => 2000,1,Answer()

ระบบก็จะทำงานเหมือนเดิมตามตัวอย่างข้างบน คือ ดูลำดับ priority แล้วจะไล่ทำ
Answer(), Playback() และ Hangup()

อย่างไรก็ตามถ้าใน context มีหลายๆ steps แล้วเราต้องการแก้ไขโดยการ
เพิ่มหรือลด steps เราก็ต้องแก้ไข priority ใหม่ทั้ง context ทำให้ไม่สะดวก
เราจึงนิยมเขียนแบบ unnumbered priorities คือ

[incoming]
exten => 2000,1,Answer()
exten => 2000,n,Playback()
exten => 2000,n,Hangup()

n = next ระบบจะทำ priority 1 แล้วจะทำบรรทัดถัดไป ดังนั้นเราสามารถเพิ่มหรือลด
steps ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยน priority

5. Applications
Application คือ โปรแกรมที่ทำงานต่างๆ เช่น Answer() จะเป็น app ที่ตอบรับ call
ที่เข้ามาที่ channel,   Playback(soundfile) จะเป็น app ที่เล่น soundfile เพื่อให้ผู้ที่
โทรมารับทราบข้อมูล,   Hangup() เป็น app ที่วางสาย   จะเห็นว่าบาง app จะต้อง
argument ตัวอย่างเช่น   Playback(soundfile)   argument คือ soundfile (ไม่ต้องมี
file extension)

6. มาดูตัวอย่าง
ถ้าคุณต้องการทดลองตามตัวอย่าง คุณจะต้องมีอย่างน้อย 2 extensions และ 1 trunk
จะดูตามบทความในตอนที่ 2 ก็ได้   sip.conf มี extensions 2000, 2001 และ 1 SIP
trunk ติดต่อกับ voip.mouthmun.com

ตัวอย่างแรกเป็นการรับ call จาก trunk

[from-mm]                                          ; context สำหรับ incoming จาก Mouthmun
exten => s,1,Answer()                        ; รับ call
exten => s,n,Dial(SIP/2000,20)             ; Dial extension 2000 โดยมี timeout = 20 วินาที
exten => s,n,Hangup()

ตัวอย่างข้างบน ถ้ามี call จาก trunk เข้ามาระบบจะ forward call ไปที่ extension 2000
เราจะเพิ่ม context [from-sip] สำหรับการโทรภายในและโทรออก

====================================================

[from-mm]                                          ; context สำหรับ incoming จาก Mouthmun
exten => s,1,Answer()                        ; รับ call
exten => s,n,Dial(SIP/2000,20)             ; Dial extension 2000 โดยมี timeout = 20 วินาที
exten => s,n,Hangup()

[from-sip]                                                         ; context สำหรับโทรภายใน และโทรออก
exten => 2000,1,Answer()
exten => 2000,n,Dial(SIP/2000,20)
exten => 2000,n,Hangup()

exten => 2001,1,Answer(0)
exten => 2001,n,Dial(SIP/2001,20)
exten => 2001,n,Hangup()

exten => _00XXXXXXXX,1,Dial(SIP/mm/${EXTEN})
exten => _668XXXXXXXX,1,Dial(SIP/mm/${EXTEN})
exten => _662XXXXXXX,1,Dial(SIP/mm/${EXTEN})

======================================================

_ (underscore)   บอกให้ระบบทราบว่าที่ตามมาจะเป็น extension wildcards
_00XXXXXXXX     เป็น extension wildcards สำหรับเลขหมายของ Mouthmun
คือ ขึ้นต้นด้วย 00 แล้วตามด้วยตัวเลขอีก 8 ตัว
_668XXXXXXXX   เป็น extension wildcards สำหรับโทรจาก Mouthmun เข้ามือถือ
ประเทศไทย
_662XXXXXXX     เป็น extension wildcards สำหรับโทรจาก Mouthmun เข้าโทรศัพท์บ้าน
ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

SIP/mm/${EXTEN}     หมายถึงโทรออกที่ trunk ชื่อ mm (definded ใน sip.conf)
${EXTEN} หมายถึงเลขหมายปลายทางที่ผู้โทรกดเพื่อโทรออก

อ่านบทความอื่นๆ http://www.be2hand.com/scripts/shop.php?user=adventek&do=view_article

คอนฟิก Asterisk 1.6.1.1 เบื้องต้นครับ

1. คอนฟิกไฟล์ของ Asterisk จะอยู่ที่ /etc/asterisk โดยมีคอนฟิกไฟล์เบื้องต้น ดังนี้
– /etc/zaptel.conf   เป็นคอนฟิกไฟล์เกี่ยวกับ driver ของการ์ดต่างๆ เช่น
TDM400P, X100P เป็นต้น
– /etc/asterisk/zapata.conf   เป็นคอนฟิกไฟล์ของ Asterisk ที่กำหนดพารามิเตอร์
ต่างๆ ให้กับ channels ของการ์ดที่ติดตั้ง
– /etc/asterisk/sip.conf   เป็นคอนฟิกไฟล์สำหรับ sip protocol
– /etc/asterisk/iax.conf   เป็นคอนฟิกไฟล์สำหรับ iax protocol
– /etc/asterisk/extensions.conf เป็นคอนฟิกไฟล์ที่กำหนด dial plan ทำให้ระบบ
ทำงานตาม flow ที่ต้องการ
– /etc/asterisk/voicemail.conf   เป็นคอนฟิกไฟล์ที่กำหนด voicemail

เนื่องจากระบบที่เราติดตั้งในตอนที่ 1 ไม่มีการ์ดใดๆ (TDM400P, X100P etc.)
เลย ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องคอนฟิก /etc/zaptel.conf และ /etc/asterisk/zapata.conf
เราจะคอนฟิก 3 ไฟล์ คือ
– /etc/asterisk/sip.conf
– /etc/asterisk/extensions.conf
– /etc/asterisk/voicemail.conf

2. ก่อนลงมือให้ backup ไฟล์เดิมไว้ก่อน
#cd /etc/asterisk                 ; ไปที่ directory ที่ต้องการ
#mv sip.conf sip.conf.bak      ; เปลี่ยนชื่อไฟล์ต้นฉบับ
#touch sip.conf                   ; สร้างไฟล์ใหม่ ขณะนี้ยังเป็นไฟล์ที่ว่างเปล่า
แล้ว edit ไฟล์ sip.conf ดังนี้

[general]

register=username:password@voip.mouthmun.com   ; Register to Mouthmun, ต้องไปสร้าง account
; Mountmun ก่อนนะครับ
port=5060                                   ; Port to bind to (SIP is 5060)
bindaddr=0.0.0.0                          ; Address to bind to (all addresses on machine)
allow=all                                       ; Allow all codecs
match_auth_username=yes            ; What is it?

[mm]                                           ; This is for outgoing SIP trunk to Mouthmun

username=yourusername                ; Username that you get from Mouthmun
type=friend
secret=password                           ; Password from Mouthmun
nat=yes
host=voip.mouthmun.com              ; Mouthmun SIP server
fromuser=yourusername                 ; Username that you get from Mouthmun
fromdomain=voip.mouthmun.com    ; Mouthmun SIP server
dtmfmode=rfc2833
disallow=all
defaultexpirey=20
canreinvite=no
allow=g729
allow=ulaw
allow=alaw
context=from-sip                             ; This will relate to /etc/asterisk/extensions.conf

[yourusername]                                 ; Incoming from Mouthmun, ใช้ username ที่ได้จาก Mouthmun มาเป็น context
; ที่จริงแล้วจะตั้งชื่ออะไรก็ได้
canreinvite=no
quality=no
type=user
fromuser=yourusername                   ; Username that you get from Mouthmun
username=yourusername                  ; Username that you get from Mouthmun
secret=password                             ; Password from Mouthmun
context=from-mm                           ; This will relate to /etc/asterisk/extensions.conf

[2000]                                           ; This is our extension nember

type=friend                                     ; This device takes and makes calls
username=2000                               ; Username on device
secret=1234                                   ; Password for device
host=dynamic                                  ; This host is not on the same IP addr every time
context=from-sip                              ; Inbound calls from this host go here
mailbox=100@default                        ; Define voicemail for extension 2000
; This will relate to /etc/asterisk/voicemail.conf

[2001]                                            ; Same patterm as of extension 2000

type=friend
username=2001
secret=1234
host=dynamic
context=from-sip
mailbox=101@default

3. edit /etc/asterisk/extensions.conf ดังนี้ (อย่าลืม backup ไฟล์ต้นฉบับ)

[general]

static=yes           ; These two lines prevent the command-line interface
writeprotect=yes ; from overwriting the config file. Leave them here.

[from-sip]

;
; If the number dialed by the calling party was “2000”, then
; Dial the user “2000” via the SIP channel driver. Let the number
; ring for 20 seconds, and if no answer, proceed to priority 2.
;

exten => 2000,1,Dial(SIP/2000,20)

;
;

exten => 2000,2,Voicemail(100@default)
exten => 2000,3,PlayBack(vm-goodbye)
exten => 2000,4,Hangup

;
; Now, what if the number dialed was “2001”?
;

exten => 2001,1,Dial(SIP/2001,20)
exten => 2001,2,Voicemail(101@default)
exten => 2001,3,PlayBack(vm-goodbye)
exten => 2001,4,Hangup

;
; Define a way so that users can dial a number to reach
; voicemail. Call the VoicemailMain application with the
; number of the caller already passed as a variable, so
; all the user needs to do is type in the password.
;

exten => 2999,1,VoicemailMain()

;
; According to SIP in sip.conf – sip outbound to mm
;

exten => _00[1-9].,1,Dial(SIP/mm/${EXTEN})     ; Dial Mouthmun user
exten => _66[1-9].,1,Dial(SIP/mm/${EXTEN})     ; Dial fixed or mobile phone
; in Thailand (66 is Thailand
; country code

;
; sip inbound from mm
;

[from-mm]
exten => s,1,Answer
exten => s,n,Dial(SIP/2000,20)                          ; route inbound call to extension 2000
exten => s,n,Hangup

4. edit /etc/asterisk/voicemail.conf ดังนี้ (อย่าลืม backup ไฟล์ต้นฉบับ)

[general]

format=wav|gsm

;
; format: password, name, email address for attached voicemail msgs
;

[default]
100 => 1234,Vitaya P,vitaya@adventek.biz
101 => 1234,Vitaya P,vitaya@adventek-th.com

5. หลังจากคอนฟิกไฟล์เรียบร้อยแล้วให้ reload Asterisk ดังนี้

เข้าสู่ Asterisk CLI interface

[root@ast16 asterisk]# asterisk -r
Asterisk 1.6.1.1, Copyright (C) 1999 – 2008 Digium, Inc. and others.
Created by Mark Spencer <markster@digium.com>
Asterisk comes with ABSOLUTELY NO WARRANTY; type ‘core show warranty’ for details.
This is free software, with components licensed under the GNU General Public
License version 2 and other licenses; you are welcome to redistribute it under
certain conditions. Type ‘core show license’ for details.
=========================================================================
Connected to Asterisk 1.6.1.1 currently running on ast16 (pid = 3600)
Verbosity is at least 3
ast16*CLI>

แล้วใช้คำสั่ง reload ดังนี้

ast16*CLI>reload

ถึงตอนนี้ Asterisk ก็ run ด้วยคอนฟิกใหม่เรียบร้อยแล้ว ให้คอนฟิก softphone
2 เครื่อง เบอร์ 2000 และ 2001 ต่อเข้าระบบ Asterisk แล้วเริ่มทดสอบได้เลย

ดูการคอนฟิก softphone (x-lite) ได้จากลิ้งค์
http://www.be2hand.com/scripts/shop.php?do=article_detail&news_id=5886&user=adventek

ติดตั้ง Asterisk 1.6.1.1 บน CentOS 5.3

1. Hardware
ผมจะติดตั้ง Asterisk 1.6.1.1 บน CentOS 5.3 บน Notebook Compaq nx9040
วางแผนไว้ว่าจะไม่ใช้ GUI (FreePBX, Asterisk-GUI) สเปค Notebook nx9040 คือ
– CPU Centrino 1.5 GHz
– RAM 1 GB
– HD ประมาณ 20 GB
– LAN card 100 Mbps
ขั้นแรกผมลง Centos 5.3 โดยเลือกแบบ server ไม่มี GUI   ขณะที่ลง OS ก็มี
Internet connection อยู่

2. Compile Asterisk
เนื่องจากผมไม่สามารถหา RPM binary file ของ Asterisk ได้   จำเป็นต้อง compile
การ compile Asterisk 1.6.x บน CentOS 5.x ผมอ่านจากเอกสารใน www.voip-info.org External Link
ลอง search ดู หรือไม่ก็อ่านที่ผมสรุปจากการลอง compile ดูก็ได้ ดังนี้

2.1 ติดตั้ง dependencies และ packages ที่จำเป็นในการ compile
#yum -y install gcc gcc-c++ kernel-devel bison openssl-devel \
libtermcap-devel ncurses-devel doxygen curl-devel newt-devel \
mlocate lynx tar wget nmap bzip2 mod_ssl crontabs vixie-cron \
speex speex-devel unixODBC unixODBC-devel libtool-ltdl \
libtool-ltdl-devel mysql-connector-odbc mysql mysql-devel \
mysql-server php-mysql php-mbstring php-mcrypt flex screen\
subversion

2.2 เช็ค kernel.xxx kernel-devel และ kernel-headers ต้องเป็น version เดียวกัน
ถ้าไม่เป็น version เดียวกันก็จัดการด้วย
#yum -y install kernel.xxx kernel-devel kernel-headers
(xxx หมายถึง architecture ของ CPU)

2.3 จะยังไม่ติดตั้ง mysql-server และ asterisk-addons packages

2.4 ทำตามขั้นตอนได้เลย
#mkdir -p /usr/src/asterisk
#cd /usr/src/asterisk
#wget http://downloads.digium.com/pub/asterisk/asterisk-1.4-current.tar.gz External Link
#wget http://downloads.digium.com/pub/telephony/dahdi-linux-complete/dahdi-linux-complete-current.tar.gz External Link
#wget http://downloads.digium.com/pub/libpri/libpri-1.4-current.tar.gz External Link
#tar -zxvf dahdi-linux-complete-current.tar.gz
#tar -zxvf asterisk-1.4-current.tar.gz
#tar -zxvf libpri-1.4-current.tar.gz

#cd /usr/src/asterisk/libpri-VERSION          (แทน VERSION ด้วยตัวเลข version ทีมีอยู่จริง)
#make clean
#make
#make install

#cd /usr/src
#ln -s kernels linux
#cd /usr/src/asterisk/dahdi-linux-complete-VERSION
#make all
#make install
#make config
#chkconfig dahdi on
#service dahdi start

#cd /usr/src/asterisk/asterisk-VERSION
#make clean
#./configure

#Choose which options to install … (ตาม default ก็ OK)

#make menuselect
#make
#make install

Install sample files in /etc/asterisk, install docs/manpages and set to start on boot …

#make samples
#make progdocs
#make config
#chkconfig asterisk on
#service asterisk start

ถึงตอนนี้ Asterisk server ก็น่าจะ run แล้ว ลอง connect ดู
#asterisk -r
ก็จะได้ message ว่า Asterisk 1.6.1.1 กำลัง run อยู่
เป็นอันเสร็จสิ้นการติดตั้ง

อ่านบทความอื่นๆ
http://www.be2hand.com/scripts/shop.php?user=adventek&do=view_article

การติดตั้ง Asterisk

Platform: Linux

เริ่มจาก download Asterisk (ในที่นี้จะใช้ version 1.2 ลงบน CentOS 4)
จาก http://www.asterisk.org/downloads มาไว้ที่ /usr/src/ อาจจะใช้คำสั่ง wget เช่น

wget http://ftp.digium.com/pub/libpri/releases/libpri-1.2.4.tar.gz

จากหน้า download มี 4 file ที่ต้องใช้ คือ Asterisk, Zaptel, Libpri และ Sounds
ขณะที่ Addons จะใช้หรือไม่ก็ได้ หรืออาจจะ download source code จาก cvs ก็ได้
โดยกำหนด CVSROOT ดังนี้

export CVSROOT=:pserver:anoncvs:anoncvs@cvs.digium.com:/usr/cvsroot

หลังจาก download แล้ว ให้ทำการ extract

tar zxvf zaptel-*.tar.gz
tar zxvf libpri-*.tar.gz
tar zxvf asterisk-*.tar.gz

จากนั้นให้เริ่ม install จาก zaptel ก่อน เนื่องจาก zaptel เป็นส่วนของ module
ที่ถูก load โดย kernel ทำหน้าที่เป็น driver สำหรับ hardware

cd /usr/src/zaptel-version
make clean
make
make install

ถ้าต้องการ install startup script ที่ /etc/rc.d/init.d/ หรือ /etc/init.d/ ให้ run คำสั่ง

make config

หลังจากนั้นให้ install libpri ซึ่งเป็น library ที่ Asterisk ต้องใช้ ด้วยคำสั่ง

cd /usr/src/libpri-version
make clean
make
make install

แล้วจึงทำการ install asterisk

cd /usr/src/asterisk-version
make clean
make
make install

จากนั้น สร้าง default configuration ด้วยคำสั่ง

make samples

ซึ่ง configuration file จะถูกเก็บไว้ที่ /etc/asterisk
ถ้าต้องการให้หลังจากที่ boot server แล้ว asterisk server ทำงานทันที
ก็สั่ง make config เพื่อสร้าง startup script เหมือนตอนลง zaptel
นอกจากนี้ ก่อนที่จะทำการ compile เราสามารถแก้ Makefile เพื่อทำการ optimize ได้
เช่น enable GSM codec optimization บน x86 CPU ที่รองรับ MMX,
enable debug profiling เป็นต้น

จากนั้นก็ทำการ install asterisk-sounds

cd /usr/src/asterisk-sounds
make install

ทำการ load module zaptel และ ztdummy (module ที่ทำหน้าที่เป็น timing source)
ถ้าใช้ zaptel เพื่อติดต่อกับ ztdummy อย่างเดียวก็ไม่จำเป็นต้องแก้ไข /etc/zaptel.conf
ใช้คำสั่ง modprobe เพื่อ load module และ lsmod เพื่อดูรายชื่อ module ที่ถูก load

modprobe zaptel
modprobe ztdummy

สามารถสั่ง asterisk เพื่อ start asterisk server ได้โดยตรง
แต่ถ้าหลังจากที่ลง asterisk ได้สั่งสร้าง startup script ไว้ แนะนำให้ใช้คำสั่ง

service asterisk start
service asterisk stop

เพื่อทำการ start/stop asterisk

เมื่อ asterisk server ทำงาน จะสามารถ connect server ได้ ด้วยคำสั่ง

asterisk -r

Credit: http://gaiz.exteen.com/20070322/asterisk

การติดตั้ง Asterisk สำหรับระบบ VoIP

ดาวน์โหลดโปรแกรม Asterisk เวอร์ชั่น 1.6.2.2

# fetch http://www.freebsd.sru.ac.th/download/VoIP/asterisk-1.6.2.2.tar.gz

เริ่มติดตั้ง

# cd เข้าไปในตำแหน่งที่ดาวน์โหลดโปรแกรมไว้
# tar zvfx asterisk-1.6.2.2.tar.gz
# cd asterisk-1.6.2.2
# ./configure –prefix=/usr/local/asterisk

เรียบเรียงโดย อ.ปริญญา น้อยดอนไพร สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

ที่มา 1 :: http://www.asterisk.org
ที่มา 2 :: http://www.voip-info.org/wiki/view/Asterisk+FreeBSD
ที่มา 3 :: http://freeware-thai.blogspot.com/2009/03/voice-over-ip.html
ที่มา 4 :: http://www.thaiasteriskclub.com/index.php?board=7.0

ระบบ Asterisk คืออะไร และทำงานอย่างไร

ระบบ Asterisk คืออะไร และทำงานอย่างไร
Asterisk คือ opensource software ที่ทำหน้าที่หลักเป็น Softswitch, IP-PBX หรือที่เรียกว่าตู้ชุมสายโทรศัพท์ระบบ IP ซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมและจัดการบริหาร การเชื่อมต่อ ระหว่างอุปกรณ์โทรศัพท์ผ่านเครื่องข่ายเนทเวอร์ค อีกทั้งยังสามรถเพิ่มเติมประสิทธิ์ภาพและความสามารถในการทำงานได้โดยง่าย

ความสามารถของ Asterisk

1. Switch (PBX) ตู้ชุมสาย

Asterisk สามารถทำหน้าเป็นอุปกรณ์สลับสายโทรศัพท์ไม่ว่าจะเป็นระบบ IP หรือ hybridge, สามรถทำการตั้งค่าเส้นทางการของการโทรศัพท์โดยตัวเอง, สามารถเพิ่มเติม feature ได้เช่น (ระบบ Voicemail, IVR), รองรับการเชื่อมต่อกับระบบโทรศัพท์พื้นฐานไม่ว่าจะเป็นแบบ analog หรือ digital (ISDN)

2. Gateway

สามารถทำหน้าเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่าระบบโทรศัพท์พื้น ฐานกับระบบ VoIP

3. Feature & Media Server

อีก ความสามารถของ Asterisk คือสามารถทำเป็น ระบบตอบรับหรือระบบการประชุมทางโทรศัพท์ เพื่อให้ทำงานเข้ากับระบบโทรศัพท์ที่มีอยู่เดิม ได้อีกด้วย

ตัวอย่างการ implementation เช่น สามารถทำเป็น IVR หรือระบบตอบรับ ให้กับตู้ชุมสาย (pabx) เดิมที่ไม่มีระบบตอบรับ

4. Call Center

รองรับการทำงานของระบบ Call-Center อย่างเต็มรูปแบบ เช่น ACD, Queue, IVR, Skill-based routing, etc.

ระบบที่จำเป็นต่อ Asterisk

1. OS ระบบปฎิบัติการ

Linux, OpenBSD, FreeBSD, MAC OS X

2 PC Hardware อาจเป็นเครื่อง PC หรือ Server ที่สามารถลงระบบปฏิบัติการ linux ได้

2.1 การ์ดสายนอกเพื่อเชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์ทั้งระบบ Digital หรือ Analog มีทั้งที่ติดตั้งภายในเครื่อง หรือ ผ่าน USB Port นอกเครื่อง Server

2.2 เครื่อง Server,
Protocol ที่ Asterisk รองรับ

H.323, Session Initiation Protocol (SIP), Media Gateway Control Protocol (MGCP), and Skinny Client Control Protocol (SCCP) และ Inter-Asterisk eXchange (IAX™)

Features ที Asterisk รองรับ

Call features

ADSI On-Screen Menu System

Alarm Receiver

Append Message

Authentication

Automated Attendant (ระบบตอบรับอัตโนมัติ)

Blacklists (การทำ backlist ใช้ในการ filter ผู้ใช้งานโทรศัพท์ที่โทรเข้าได้)

Blind Transfer (การโอนสายแบบโอนขาด หรือ โอนโดยไม่ถามผู้ที่เราจะโอนไปหาก่อน)

Call Detail Records (การจัดเก็บข้อมูลการโทรศัพท์ในระบบโดยระ เอียด)

Call Forward on Busy (การโอนสายไปยังผู้อื่นในกรณ์ที่สายนั้นๆ ไม่ว่าง)

Call Forward on No Answer (การโอนสายไปยังผู้อื่นในกรณ์ที่สาย นั้นๆไม่รับสาย)

Call Forward Variable

Call Monitoring (การดู status (ipaddress,ping time) ของ Client ที่เชื่อมต่อมายังระบบ)

Call Parking

Call Queuing

Call Recording

Call Retrieval

Call Routing (DID & ANI)

Call Snooping

Call Transfer

Call Waiting

Caller ID

Caller ID Blocking

Caller ID on Call Waiting

Calling Cards

Conference Bridging

Database Store / Retrieve

Database Integration

Dial by Name

Direct Inward System Access

Distinctive Ring

Distributed Universal Number Discovery (DUNDi™)

Do Not Disturb

E911

ENUM

Fax Transmit and Receive (3rd Party OSS Package)

Flexible Extension Logic

Interactive Directory Listing

Interactive Voice Response (IVR)

Local and Remote Call Agents

Macros

Music On Hold

Music On Transfer:

– Flexible Mp3-based System

– Random or Linear Play

– Volume Control

Predictive Dialer

Privacy

Open Settlement Protocol (OSP)

Overhead Paging

Protocol Conversion

Remote Call Pickup

Remote Office Support

Roaming Extensions

Route by Caller ID

SMS Messaging

Spell / Say

Streaming Media Access

Supervised Transfer

Talk Detection

Text-to-Speech (via Festival)

Three-way Calling

Time and Date

Transcoding

Trunking

VoIP Gateways

Voicemail:

– Visual Indicator for Message Waiting

– Stutter Dialtone for Message Waiting

– Voicemail to email

– Voicemail Groups

– Web Voicemail Interface

Zapateller

Computer-Telephony Integration

AGI (Asterisk Gateway Interface)

Graphical Call Manager

Outbound Call Spooling

Predictive Dialer

TCP/IP Management Interface

Scalability

TDMoE (Time Division Multiplex over Ethernet)

Allows direct connection of Asterisk PBX

Zero latency

Uses commodity Ethernet hardware

Voice-over IP

Allows for integration of physically separate installations

Uses commonly deployed data connections

Allows a unified dialplan across multiple offices

Codecs

ADPCM

G.711 (A-Law & μ-Law)

G.722

G.723.1 (pass through)

G.726

G.729 (through purchase of a commercial license)

GSM

iLBC

Linear

LPC-10

Speex

Protocols

IAX™ (Inter-Asterisk Exchange)

H.323

SIP (Session Initiation Protocol)

MGCP (Media Gateway Control Protocol

SCCP (Cisco® Skinny®)


Traditional Telephony Interoperability

E&M

E&M Wink

Feature Group D

FXS

FXO

GR-303

Loopstart

Groundstart

Kewlstart

MF and DTMF support

Robbed-bit Signaling (RBS) Types

MFC-R2 (Not supported. However, a patch is available

PRI Protocols

4ESS

BRI (ISDN4Linux)

DMS100

EuroISDN

Lucent 5E

National ISDN2

NFAS

การทำงานของ Asterisk

อย่าง ที่รู้กันแล้วว่า Asterisk เป็น software ตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่หลักในการควบคุมระบบโทรศัพท์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว Asterisk จะสามารถทำงานบน Linux OS, FressBSD (not officially support by digium) ซึ่งในการทำงาน ของ Asterisk ผู้ใช้งานจำเป็นต้องสามารถที่จะเข้าใจการทำงาน และ ตั้งค่าต่างๆของ Asterisk ได้

Asterisk เป็น software ที่ทำงานเป็น daemon หรือ เป็น Process หนึ่งที่ทำงานอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยการตั้งค่าของ Asterisk เพิ่มที่จะทำให้ ระบบทำงานได้ หรือ เป็นไปตามที่ผู้ใช้งานต้องการนั้น มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ

1. แบบ .conf ไฟล์ ซึ่งการตั้งค่าแบบนี้ใช้งานกันอยู่อย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็น การตั้งโดยผ่าน Web-Interface เช่น FreePBX, โดย ไฟล์ที่เขียนลงไปในระบบจะทำหน้าที่ในการบอกให้ Asterisk ทำงานอย่างที่เราต้องการ

2. แบบ database, เป็นอีกลักษณะในการตั้งค่าบางประเภทของ Asterisk โดยการตั้งค่าลักษณะนี้มีข้อดีในการที่เราสามารถที่จะปรับเปลี่ยนค่าได้ ทันที โดยไม่จำเป็นต้อง สั่งให้ Asterisk ทำการอ่านค่าจาก file อีกครั้ง (reload)

โดยหลังจากที่การตั้งค่าต่างๆเสร็จสิ้น Asterisk ก็จะสามารถทำงานได้ทันที โดย ในกรณีที่เป็น ระบบ SIP/IAX/etc. เครื่องลูกข่ายต่างๆก็จะสามารถที่จะเชื่อมต่อเข้ามายังระบบ ผ่านระบบเครือข่าย อนึ่งหากต้องการที่จะให้ Asterisk ทำงานกับ Telephony Hardware เช่น การ์ดสายนอก หรือ กล่องสายนอกต่างๆ ก็ต้องทำการติดตั้งค่าใน Asterisk ด้วย

ปรับปรุงและเรียบเรียงโดย อ.ปริญญา น้อยดอนไพร สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

ที่มา 1 :: http://www.asteriskdiy.com

ที่มา 2 :: http://www.asterisk.org