What does it mean Domain Name ?

1.โดเมนเนม
โดเมนเนม คือ ชื่อที่ใช้แทนเว็บไซต์ ซึ่งกำหนดขึ้นมาเพื่อสะดวกในการเข้าถึงเว็บไซต์ ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการกำหนดโดเมนเนม นั้นจะใช้หมายเลขไอพีแอสเดรส เป็นตัวแทนของเว็บไซต์ โดย โดเมนเนมนั้น มีความยาวได้ไม่เกิน 63 ตัวอักษร และจะประกอบไปด้วย ตัวอักษรและตัวเลข ซึ่งในปัจจุบันนี้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษอย่างเดียวแล้ว เพราะตัวอักษรภาษาไทย หรือตัวอักษรท้องถิ่นของประเทศต่างๆก็สามารถใช้จดโดเมนได้ ซึ่ง โดเมนเนมนั้น มีหลายประเภท โดยสิ่งที่ใช้วัดประเภทของโดเมนเนม เรียกว่า นามสกุล ปัจจุบัน นามสกุลของโดเมนเนมที่ได้รับความนิยมมาก ได้แก่ .com .net .org .info ซึ่งก็มีความหมายแตกต่างกันไป แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ .com
2. ประเภทของโดเมนเนม
ประเภทของโดเมนเนม ในปัจจุบันนั้น มีมากมายหลายประเภท ซึ่งส่วนใหญ่คนเรามักจะคิดว่า ประเภทของโดเมน มีแค่ .com .net .info .org แต่ความจริงแล้ว ประเภทของโดเมนเนม หรือ นามสกุลของโดเมน มีหลากหลายมากกว่านั้น โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 1) โดเมนเนม 2 ระดับ จะเป็น โดเมนเนม ที่เรียกว่าระดับสูงที่สุด โดย จะประกอบไปด้วย ชื่อโดเมน ตามด้วย นามสกุลโดเมน หรือประเภทของโดเมน โดย ประเภทของโดเมนที่เข้าข่าย ประเภทนี้ ได้แก่ .com .net .info .org .edu .gov เป็นต้น
ส่วนอีกประเภท ได้แก่ โดเมนเนม 3 ระดับ หรือ โดเมนเนมแต่ละประเทศ ซึ่งจะประกอบไปด้วย ชื่อโดเมน ตามด้วยนามสกุล และคำย่อของประเทศ เช่น .co.th ,.ac.th เป็นต้น
3. วิธีการตั้งชื่อโดเมนเนม
การตั้งชื่อโดเมนเนมนั้น ถือว่า การตั้งชื่อโดเมน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการทำเว็บไซต์ หรือการจดโดเมนเนม เพราะว่า การตั้งชื่อโดเมนเนม เปรียบเสมือนการตั้งชื่อให้กับเว็บไซต์ของเรา ยิ่งถ้าเราตั้งชื่อโดเมนเนมได้ดีเท่าไหร่ ยิ่งมีผลต่อเว็บไซต์ของเราเท่านั้น โดย การตั้งชื่อโดเมนเนมนั้น มีวิธีการง่ายๆ คือ 1) ตั้งชื่อให้สั้นเข้าไว้ 2)พยายามตั้งให้มีความหมาย คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ 3) ง่ายต่อที่จดจำ พยายามเลือกชื่อที่คิดว่าคนทั่วไปสามารถจำได้ง่ายๆ ไม่สับสนกับโดเมนเนมอื่น 4) ไม่ตั้งชื่อโดเมนเนม ที่ประกอบไปด้วย คำหยาบ เช่น fuck และ คำที่มีลิขสิทธิ์สินค้าอยู่ เช่น sony,google 5)เป็นชื่อที่เราคิดว่าจะเป็นตัวแทน หรือแบรนด์ของเรา โดยต้องคำนึงถึงด้วยว่า ชื่อโดเมนเนม ที่เราจะตั้งขึ้นนั้น เปรียบเสมือนแบรนด์ของเรา 6) ชื่อโดเมนเนมที่ตั้งชื่อขึ้น ควรจะสอดคล้องกับ รูปแบบของเว็บไซต์ของเรา

For related post, please visit Server-Co-Lcation-Hosting. or Domain-Hosting-Server.

Domain-Hosting-Server

1.โดเมนเนม
โดเมนเนม คือ ชื่อที่ใช้แทนเว็บไซต์ ซึ่งกำหนดขึ้นมาเพื่อสะดวกในการเข้าถึงเว็บไซต์ ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการกำหนดโดเมนเนม นั้นจะใช้หมายเลขไอพีแอสเดรส เป็นตัวแทนของเว็บไซต์ โดย โดเมนเนมนั้น มีความยาวได้ไม่เกิน 63 ตัวอักษร และจะประกอบไปด้วย ตัวอักษรและตัวเลข ซึ่งในปัจจุบันนี้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษอย่างเดียวแล้ว เพราะตัวอักษรภาษาไทย หรือตัวอักษรท้องถิ่นของประเทศต่างๆก็สามารถใช้จดโดเมนได้ ซึ่ง โดเมนเนมนั้น มีหลายประเภท โดยสิ่งที่ใช้วัดประเภทของโดเมนเนม เรียกว่า นามสกุล ปัจจุบัน นามสกุลของโดเมนเนมที่ได้รับความนิยมมาก ได้แก่  .com .net .org .info ซึ่งก็มีความหมายแตกต่างกันไป แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ .com
2. ประเภทของโดเมนเนม
ประเภทของโดเมนเนม ในปัจจุบันนั้น มีมากมายหลายประเภท ซึ่งส่วนใหญ่คนเรามักจะคิดว่า ประเภทของโดเมน มีแค่ .com .net .info .org แต่ความจริงแล้ว ประเภทของโดเมนเนม หรือ นามสกุลของโดเมน มีหลากหลายมากกว่านั้น โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 1) โดเมนเนม 2 ระดับ จะเป็น โดเมนเนม ที่เรียกว่าระดับสูงที่สุด โดย จะประกอบไปด้วย ชื่อโดเมน ตามด้วย นามสกุลโดเมน หรือประเภทของโดเมน  โดย ประเภทของโดเมนที่เข้าข่าย ประเภทนี้ ได้แก่ .com .net .info .org .edu .gov เป็นต้น
ส่วนอีกประเภท ได้แก่ โดเมนเนม 3 ระดับ หรือ โดเมนเนมแต่ละประเทศ ซึ่งจะประกอบไปด้วย  ชื่อโดเมน ตามด้วยนามสกุล และคำย่อของประเทศ เช่น  .co.th ,.ac.th เป็นต้น
3.  วิธีการตั้งชื่อโดเมนเนม
การตั้งชื่อโดเมนเนมนั้น ถือว่า การตั้งชื่อโดเมน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการทำเว็บไซต์ หรือการจดโดเมนเนม เพราะว่า การตั้งชื่อโดเมนเนม เปรียบเสมือนการตั้งชื่อให้กับเว็บไซต์ของเรา  ยิ่งถ้าเราตั้งชื่อโดเมนเนมได้ดีเท่าไหร่ ยิ่งมีผลต่อเว็บไซต์ของเราเท่านั้น โดย การตั้งชื่อโดเมนเนมนั้น มีวิธีการง่ายๆ คือ   1) ตั้งชื่อให้สั้นเข้าไว้ 2)พยายามตั้งให้มีความหมาย คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ 3) ง่ายต่อที่จดจำ พยายามเลือกชื่อที่คิดว่าคนทั่วไปสามารถจำได้ง่ายๆ ไม่สับสนกับโดเมนเนมอื่น 4) ไม่ตั้งชื่อโดเมนเนม ที่ประกอบไปด้วย คำหยาบ เช่น fuck และ คำที่มีลิขสิทธิ์สินค้าอยู่ เช่น sony,google    5)เป็นชื่อที่เราคิดว่าจะเป็นตัวแทน หรือแบรนด์ของเรา โดยต้องคำนึงถึงด้วยว่า ชื่อโดเมนเนม ที่เราจะตั้งขึ้นนั้น เปรียบเสมือนแบรนด์ของเรา 6) ชื่อโดเมนเนมที่ตั้งชื่อขึ้น ควรจะสอดคล้องกับ รูปแบบของเว็บไซต์ของเรา
4. โดเมนเนมภาษาไทย
โดเมนเนมภาษาไทย ในปัจจุบัน เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถทำ Search engine optimization (SEO) ในประเทศไทยได้ดีมากๆ ซึ่งเราสามารถใช้ชื่อโดเมนเนม เป็นภาษาไทยได้เลย เช่น หนังสือมือสอง  โดย การจดโดเมนเนมภาษาไทยนั้น ในปัจจุบัน สามารถจดได้ ในประเภท .com,.net โดยเวลาที่เราจะจดโดเมนเนมภาษาไทยนั้น ให้เราเอา code ที่แปลงชื่อภาษาไทย เป็น สตริงที่เข้ารหัสแล้วไปจด ซึ่งเราสามารถสังเกต ชื่อภาษาไทย ที่เข้ารหัสแล้ว ได้จากการพิมพ์ชื่อโดเมนเนมภาษาไทยนั้น ที่เว็บเบราว์เซอร์ เช่น พิมพ์คำว่า หนังสือมือสอง.com ก็จะเห็นรหัส  xn--72ca6c7a6bbctbb1b0ec.com ถ้าชื่อโดเมนเนม นี้ยังว่างอยู่ ก็เอาไปจดได้เลย โดยนำ xn--72ca6c7a6bbctbb1b0ec ไปจด
5. การต่ออายุโดเมนเนม
โดเมนเนม ก็เหมือนกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ย่อมมีวันหมดอายุเหมือนกัน โดย โดเมนเนมนั้น โดยปกติแล้วจะหมดอายุหลังจากที่เราจดชื่อโดเมนเนม มา 1 ปี หรือ ถ้าตอนที่เราจดโดเมนเนม เรามีการกำหนดระยะเวลาการจดโดเมนเนม การหมดอายุของโดเมนเนม ก็จะหมดอายุหลังจากที่เราจดโดเมนเนมมา ตามระยะเวลานั้น เช่น ถ้าจดโดเมนเนม 2 ปี ก็จะหมดอายุในอีก 2 ปี นับจากวันที่จดโดเมนเนม  โดย การต่ออายุโดเมนเนม สามารถต่ออายุได้นับตั้งแต่วันที่จดเมนเนมมาเลย และต่ออายุได้ไม่เกิน 30 วัน นับจากวันที่โดเมนเนมที่หมดอายุ โดยถ้าปล่อยให้โดเมนเนม หมดอายุ ไปเป็นเวลา 45 วัน โดเมนเนม นั้นก็จะถูกลบออกจากสารบบ และรอการจดใหม่ ได้ทันที

6.การซื้อขายโดเมนเนมเก่า
ในปัจจุบัน มีการซื้อขายโดเมนเนม เป็นจำนวนมาก โดยจะมีการซื้อขายโดเมนเนมเก่า ที่มีชื่อที่เหมาะสมกับการทำ seo  รวมทั้งชื่อโดเมนเนมที่ สั้น จำง่าย และมีอายุมาก โดย ส่วนใหญ่แล้วจะมีการซื้อขายโดเมนเนมเก่า กันในต่างประเทศ ซึ่งถือว่าได้รับความนิยมอย่างมาก เช่น ในเว็บไซต์ www.godaddy.com  www.namejet.com โดยในไทยของเรา ก็มีการซื้อขายโดเมนเนมเช่นกัน โดยตลาดการซื้อขายโดเมนเนมที่ใหญ่ที่สุดของไทยในตอนนี้ ได้แก่ที่ www.thaiseoboard.com ซึ่งมีการจัดประมูล หรือ ตั้งขาย โดเมนเนม กันแทบทุกวัน ซึ่งราคามีตั้งแต่  ไม่ถึงหนึ่งร้อยบาท จนเกิน หลักหมื่น เลยทีเดียว
7. การเลือกซื้อโดเมนเนมที่ใกล้จะหมดอายุ
ในปัจจุบัน มีทางเลือกใหม่เกิดขึ้น ของคนที่คิดจะจดโดเมนเนม นั่นคือ การเลือกซื้อ หรือจดโดเมนเนม ที่ใกล้จะหมดอายุ ซึ่งจะดีกว่า จดโดเมนเนมชื่อใหม่ ตรงที่ บางครั้งอาจมีชื่อสวยๆ หรือชื่อที่โดนใจเราหลุดมา แต่ก่อนหน้านี้เราไม่สามารถจดโดเมนเนมนั้นได้เพราะไม่ว่าง รวมทั้ง เรายังไม่ต้องเสียเวลาทำ SEO มากนัก เพราะบางโดเมนเนม มีอันดับที่ดีใน Search Engine แล้ว แต่ก็มีข้อควรระวังในการเลือกซื้อโดเมนเนมที่ใกล้จะหมดอายุ เช่นกัน ได้แก่ ประวัติการโดนแบนของโดเมนเนม  การโดน ลด จำนวนอินเด็กซ์ ของโดเมนเนมนั้น ซึ่งถ้าใครสนใจในการเลือกซื้อโดเมนเนมที่ใกล้จะหมดอายุนั้น สามารถเลือกซื้อได้ ที่ name.com หรือประมูลที่ www.godaddy.com

8. การเช็คสถานะของโดเมนเนม
ในการจดชื่อโดเมนเนมนั้น  ลำดับแรกเราต้องเช็คสถานะของโดเมนเนมก่อนว่า  ยังว่าง ให้เราทำการจดชื่อโดเมนเนมนั้น หรือไม่ โดยการเช็คสถานะของโดเมนเนมนั้น มีหลายวิธีเช่น 1) ลองเข้าโดเมนเนมนั้น ว่าเข้าได้หรือไม่ ถ้าเข้าได้แสดงว่า ไม่ว่างแล้ว 2) ลอง search ใน search engine 3) วิธีง่ายที่สุด  ได้แก่ การใช้เครื่องมือเช็คสถานะโดเมนเนม ในหน้าเว็บไซต์ที่เราต้องการจดโดเมนเนมด้วย เช่น www.name.com ,www.godaddy.com หรือ เข้าเว็บไซต์ที่มีบริการตรวจสถานะโดเมนเนม โดยเฉพาะ ได้แก่ www.whois.com ,www.checkname.org เป็นต้น
9. ราคาของโดเมนเนม
ราคาของโดเมนเนมนั้น ในปัจจุบัน มีราคาถูกลงกว่าสมัยก่อนเป็นอย่างมาก ซึ่งสมัยก่อนนั้น ราคาของโดเมนเนม มักจะสูงถึงหลักพัน แต่ในปัจจุบัน เริ่มที่หลักร้อย เท่านั้น โดยราคาโดเมนเนม ของแต่ละนามสกุล หรือแต่ละประเภทก็จะแตกต่างกันไป กล่าวคือ .com .net .org ราคามักจะใกล้เคียงกัน ในขณะที่ .info  มักจะมีราคาถูก และ ประเภทของโดเมนเนม ในแต่ละประเทศ ก็จะมีราคาแพงกว่า .com .net .org หรือ .info เนื่องจาก การที่แต่ละประเทศ ให้จดโดเมนเนม ภายใต้นามสกุลของโดเมนเนมประเทศนั้นได้ นอกจากจะเป็นการเผยแพร่ประเทศแล้ว ยังเป็นการหากำไร หรือ ทำธุรกิจอย่างหนึ่งของประเทศด้วย
10. การย้ายโดเมน
การย้ายโดเมน นั้น สามารถทำได้ โดยปกติแล้ว การย้ายโดเมนเนม ต้องแจ้งความจำนงในการย้ายโดเมนเนม อย่างน้อย 30 วันก่อนที่โดเมนเนมจะหมดอายุ โดย จะเสียค่าย้ายโดเมน ซึ่งก็คือค่าต่ออายุโดเมน 1 ปี โดยอัตโนมัติ นั่นเอง โดยอัตราค่าบริการ ย้ายโดเมน นั้น จะขึ้นอยู่กับ การกำหนดของแต่ละ เจ้า ที่รับจดโดเมนเนม ซึ่งโดยปกติแล้ว ราคาจะเท่ากับการจดโดเมนเนมปกติของแต่ละเจ้า เช่น ที่ godaddy.com ค่าย้ายโดเมน เท่ากับ 11 ดอลล่าร์ ซึ่งเท่ากับการจดโดเมนเนมใหม่ นั่นเอง โดยการย้ายโดเมนเนม นั้น โดยปกติแล้วถ้าย้ายจาก ผู้ให้บริการจดโดเมนเนมเดียวกัน จะไม่มีค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นการย้ายเพียงบัญชีผู้จดโดเมนเนมเท่านั้น เช่น การย้ายโดเมนเนม จาก นาย ก. ที่จดกับ name.com ไปยัง นาย ข. ที่จด กับ name.com เช่นเดียวกัน
11. Domain Name Server (DNS)
โดเมนเนม เซิร์ฟเวอร์ (Domain name server) หรือ ดีเอนเอส (DNS) นั้น เป็นสิ่งที่เชื่อมต่อกับชื่อโดเมนเนมของเรา โดย เป็นสิ่งที่ อ้างถึงหมายเลข IP address ของเว็บโฮสติ้ง ที่เรานำมาเชื่อมต่อกับ โดเมนเนมนั้น กล่าวคือ ทำหน้าที่คล้ายกับสมุดโทรศัพท์ คือ เมื่อมีคนต้องการจะโทรศัพท์หาใคร คน ๆ นั้นก็จะต้องเปิดสมุดโทรศัพท์เพื่อค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของคนที่ต้องการจะ ติดต่อคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน เมื่อต้องการจะสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เครื่องนั้นก็จะทำการสอบถามหมายเลข IP ของเครื่องที่ต้องการจะสื่อสาร กับ DNS server ซึ่งจะทำการค้นหาหมายเลขดังกล่าว ในฐานข้อมูลแล้วแจ้งให้ Host ดังกล่าวทราบ เวลาที่เราเข้าถึงชื่อโดเมนเนม นั้นก็สามารถเข้าถึงได้ เพราะมีการเชื่อมกับ โฮสติ้งแล้ว
12. ส่วนสำคัญของระบบ DNS
DNS  นั้น ประกอบไปด้วย 3 ส่วนสำคัญ ที่เราควรทำความรู้จักไว้ ได้แก่ 1)Name Resolvers โดยเครื่อง Client ที่ต้องการสอบถามหมายเลขไอพีเรียกว่า Resolver ซึ่งซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็น Resolvers นั้นจะถูกสร้างมากับแอพพลิเคชันหรือเป็น Library ที่มีอยู่ใน Client 2)Domain Name Space เป็นฐานข้อมูลของ DNS ซึ่งมีโครงสร้างเป็น Tree หรือเป็นลำดับชั้น แต่ละโหนดคือ โดเมนโดยสามารถมีโดเมนย่อย ซึ่งจะใช้จุดในการแบ่งแยก 3)Name Servers เป็นคอมพิวเตอร์ที่รันโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลบางส่วนของ DNS โดย Name Server จะตอบการร้องขอทันที โดยการหาข้อมูลตัวเอง หรือส่งต่อการร้องขอไปยัง Name Server อื่น ซึ่งถ้า Name Server มีข้อมูลของส่วนโดเมนแสดงว่า Server นั้นเป็นเจ้าของโดเมนเรียกว่า Authoritative
13.  เว็บโฮสติ้ง คือ อะไร
เว็บโฮสติ้ง นั้น เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่ในการก่อสร้างบ้านของเรา ซึ่งในความหมายทางคอมพิวเตอร์ หมายถึง พื้นที่ในการฝากข้อมูลบนเว็บไซต์ ที่จะให้ผู้เยี่ยมชม สามารถเข้าถึงได้ ผ่านระบบ อินเตอร์เน็ต โดย เว็บโฮสติ้งจะมีการเชื่อมต่อกับชื่อโดเมนเนม เพื่อให้เข้าถึงเว็บไซต์ นั้นได้ผ่าน ชื่อโดเมนเนม นั้นเลย ซึ่งเว็บโฮสติ้งในปัจจุบันนั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) ประเภท ลินุกซ์ โฮสติ้ง 2) ประเภท วินโดส์ โฮสติ้ง ซึ่ง ลีนุกซ์ โฮสติ้ง จะมีราคาถูกกว่าแบบ วินโดส์โฮสติ้ง
ในปัจจุบัน ในการใช้บริการเว็บโฮสติ้ง สามารถทำได้ง่าย เพราะมีราคาถูก ซึ่งส่วนใหญ่จะเก็บเป็นรายปี เริ่มต้นจากหลักร้อยบาท เท่านั้น
14. การเลือกซื้อเว็บโฮสติ้ง
การเลือกซื้อเว็บโฮสติ้งนั้น มีหลายปัจจัยให้คำนึงถึง ซึ่งปกติแล้ว เรามักจะ คำนึงถึงแค่ ค่าบริการ และ ขนาดพื้นที่ เท่านั้น ซึ่ง 2 สิ่งนี้อาจจะยังไม่ใช่ หลักเกณฑ์ที่ดี ในการเลือกซื้อโฮสติ้ง เพราะในการเลือกซื้อโฮสติ้งนั้น ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆนอกจากนี้ อีก กล่าวคือ  1) คุณภาพของเว็บโฮสติ้ง  โดยคุณภาพของเว็บโฮสติ้งในที่นี้ เราสามารถดูได้ง่ายๆ จาก อัตราการรัน ของเซิฟเวอร์  หรือค้นหาข้อมูลเก่าๆ ประวัติของโฮสติ้งนั้นจาก ใน search engine 2) ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ 3) แหล่งที่ตั้งของเซิฟเวอร์ เช่น ถ้าเราต้องการทำเว็บไซต์ โดยมีเป้าหมายภายในประเทศไทย ก็ควรเลือกโฮสติ้งที่อยู่ในไทย 4) ราคาไม่แพงหรือถูกจนเกินไป เอาให้สมเหตุสมผล 5) พื้นที่โฮสติ้ง หรือขนาดของโฮสติ้ง เหมาะสมกับที่เราจำเป็นต้องใช้

15. เว็บโฮสติ้งบน ลีนุกซ์ และ วินโดส์ ต่างกันอย่างไร
เว็บโฮสติ้งบน ลีนุกซ์ และบนวินโดส์ นั้น มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่องของซอฟต์แวร์ที่ใช้บนเครื่องโฮสติ้ง รวมถึง ภาษาการเขียนโปรแกรมบเนว็บไซต์ที่สามารถใช้ได้  โดย ปกติแล้ว การที่เราเลือกใช้งาน เว็บโฮสติ้งบนลีนุกซ์นั้น จุดประสงค์ คือ สร้างเว็บไซต์ ด้วยภาษาทั่วๆไป เช่น html ,php ซึ่งไม่ได้ใช้ซอฟต์แวร์ ใดเจาะจงมากนัก ซึ่งต่างจาก วินโดส์  ซึ่งจะเฉพาะเจาะจงกับ การทำเว็บไซต์ ด้วยภาษาเฉพาะของฝั่งไมโครซอฟต์ อย่าง asp , asp.net  แต่ เราก็สามารถใช้งาน php หรือ html ได้ แต่โดยปกติ ถ้าไม่ได้สร้างเว็บไซต์ด้วย ภาษาของทางฝั่งไมโครซอฟต์ การเลือกใช้ เว็บโฮสติ้งบนลีนุกซ์ จะดีที่สุด เพราะสเถียร และราคาถูก

16. เว็บล่ม คืออะไร
เว็บล่ม เป็นสิ่งที่หลายคนมักพบเจอ และมักเกิดคำถามเสมอว่า เว็บล่มคืออะไร  เว็บล่มนั้น เป็นสถานะ ที่ใช้เรียกเวลาที่เราไม่สามารถเข้าเว็บไซต์ได้ อันเนื่องมาจากเหตุขัดข้องบางประการ เช่น  เว็บไซต์เกิดทำงานหนักจนโฮสติ้งรับไม่ไหวจนเกิดอาการดาวน์  , การเปลี่ยน dns ผิดพลาด , ไฟล์เว็บไซต์หายไป , โดน แฮกข้อมูลจนทำให้เกิดเหตุขัดข้อง เป็นต้น โดย เว็บล่มนี้ เป็นสิ่งที่คนทำเว็บไซต์หลายคน วิตกกังวลเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเกิดเว็บล่มบ่อยๆ จะชี้ให้เห็นถึงความไม่น่าเชื่อถือ และไม่มีประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ซึ่งวิธีการป้องกันเว็บล่มอย่างหนึ่งที่ คนทำเว็บไซต์ส่วนใหญ่ คำนึงถึง ได้แก่ การเลือกเว็บโฮสติ้งที่มีค่า uptime สูงๆ และน่าเชื่อถือได้
17. ค่า uptime คืออะไร
ค่า uptime หรือ server uptime นั้น เป็น ค่าที่หลายคนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคนทำเว็บไซต์ และเจ้าของโฮสติ้ง ซึ่งค่า uptime นี้หมายถึง ระยะเวลาที่ เซิฟเวอร์ หรือ โฮสติ้ง ไม่เคยล่ม ไม่เคยรีสตาร์ท ไม่เคยดับ ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของโฮสติ้งหลายเจ้า จะบอกเสมอว่า โฮสติ้งของเขานั้น มีค่า uptime 99.99% ซึ่งหมายความว่าใน 1 ปี จะล่มได้ไม่เกิน 52 นาที เท่านั้น ซึ่งจุดนี้ เป็นจุดที่ผู้จัดทำเว็บไซต์มักให้ความสำคัญเสมอ เพราะยิ่งมีค่า uptime มากๆ ก็หมายความว่า โฮสติ้งมีอัตราการดาวน์ หรือล่มที่ต่ำ ซึ่งเว็บไซต์ที่รันอยู่บนโฮสติ้งนั้น ก็จะไม่ล่มหรือดาวน์ ไปด้วย นั่นเอง  สรุปแล้วค่า uptime จึงเป็นค่าที่มีความสำคัญอย่างมากในการเลือกเว็บโฮสติ้ง ในการทำเว็บไซต์ ที่ไม่ควรมองข้ามเลย
18. Server down คือ
Server down หรือ โฮสล่ม  มีลักษณะเดียวกันกับเว็บล่ม แต่ Server down นั้น จะมีความร้ายแรงมากกว่า เว็บล่ม เพราะถ้า server down หรือโฮสล่ม นั่นหมายถึง เว็บไซต์ที่ฝากอยู่บบน โฮสติ้ง หรือเซิร์ฟเวอร์นั้น จะล่มทั้งหมด โดยสาเหตุส่วนใหญ่ที่ก่อให้เกิด server down หรือ โฮสล่ม นั้น มักมาจาก การใช้ทรัพยากรบนโฮสติ้งของเว็บไซต์ที่รันอยู่ ซึ่งหลายครั้งมักพบว่า เว็บไซต์เพียงเว็บไซต์เดียว สามารถก่อให้เกิด server down ได้ เพียงเพราะว่า มีการใช้งานทรัพยากรอย่างมาก  นอกจากสาเหตุที่กล่าวมานี้ ยังมีสาเหตุอื่นๆที่ก่อให้เกิด โฮสล่ม เช่น  อุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ชำรุด  , สัญญาณเน็ตเวิร์กบนเครือข่ายที่ฝากวางเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไว้ มีปัญหา , ไฟดับที่แม่ข่าย  เป็นต้น
19. Bandwidth คืออะไร
Bandwidth (แบนวิธ) เป็นค่าที่หลายคนมักสงสัยกันว่า คือค่าที่บอกถึงอะไร เพราะมักจะเห็นในรายละเอียดของการเช่าเว็บโฮสติ้ง ซึ่ง แบนวิธ นั้น หมายถึง ปริมาณการส่งออกข้อมูล  ดังนั้น แบนวิธของเว็บไซต์จึงหมายถึงปริมาณการส่งออกข้อมูลที่เว็บไซต์สามารถรับได้ โดยจะมีการวัดในแต่ละเดือน  ซึ่ง ค่าแบนวิธสูง จะหมายถึง การรองรับ ปริมาณทราฟฟิก หรือปริมาณการส่งออกข้อมูลที่เกิดขึ้นภายในเว็บไซต์ได้ในปริมาณที่มาก ดังนั้น ในปัจจุบัน จึงเห็นผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง เกือบทุกราย มุ่งเน้น ในเรื่องของให้ แบนวิธเยอะๆควบคู่กับการให้ปริมาณพื้นที่ฝากไฟล์เยอะๆ เนื่องจากเว็บไซต์ในปัจจุบัน มักมีการใช้แบนวิธจำนวนมาก ซึ่งถ้า เลือกโฮสติ้งที่ให้แบนวิธ น้อย ก็อาจจะเกิดอาการเว็บล่มได้
20. การเลือกโฮสติ้ง
การเลือกโฮสติ้ง หรือเว็บโฮสติ้งนั้น  เป็นสิ่งสำคัญที่คนทำเว็บไซต์ทุกคนควรคำนึงถึง เพราะเว็บโฮสติ้ง เหมือน พื้นที่ปลูกบ้าน ถ้าเลือก พื้นที่ไม่ดี ก็อาจทำให้บ้านของเราไม่ดี ไปด้วย โดยการเลือกโฮสติ้ง นั้นมีหลักที่ควรคำนึงถึง ดังนี้
1) ผู้ให้บริการ  เราควรจะหาข้อมูลผู้ให้บริการว่า ผู้ให้บริการคนนั้น มีประวัติอย่างไรบ้าง เช่น อาจจะเคยโกงลูกค้า เป็นต้น
2) ดูค่า uptime ของ server  ถ้ามีค่า สูงๆ หรือ 99.99% จะดีมาก  3) ดูช่องทางการติดต่อ หรือการซัพพอร์ทของโฮสติ้ง ว่ามีหลายช่องทาง และติดต่อได้สะดวกหรือไม่ 4) ราคาในการให้บริการ เหมาะสมต่อขนาดพื้นที่ของโฮสติ้ง และ ปริมาณแบนวิธ รวมทั้งสิ่งอื่นๆที่จำเป็นหรือไม่  5) เป็น ลีนุกซ์ หรือ วินโดส์ โดยถ้าจะทำเว็บไซต์ที่เน้นเฉพาะ ภาษา php ควรเลือก ลีนุกซ์ แต่ถ้ามีการใช้ภาษาของฝั่งไมโครซอฟต์ เช่น asp,asp.net ให้เลือก วินโดส์  6) พิจารณาว่า เครื่องโฮสติ้ง หรือเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ที่ใด น่าเชื่อถือหรือไม่  ตั้งอยู่ที่ไทยหรือต่างประเทศ ให้เลือกให้เหมาะสมกับเป้าหมายเว็บไซต์ที่เราจะทำ 7)ความเร็วในการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ บนโลกออนไลน์ ว่าเร็วหรือไม่

For related post, please visit Domain-Hosting-Server.

Webhosting : Cloud Web Hosting

บทความต่อไปนี้เป็นเพียงการทดสอบทฤษฎี หรือ Proof of Concept เท่านั้น ยังทดสอบใช้งานจริงไม่ผ่านด้วยสาเหตุทั้งปวง
เป้าหมายคือสร้างโฮสติ้งที่ล่มยากๆ และรองรับงานได้ปริมาณมากครับ
(โลภมากเนาะมึงนี่)

ฝั่ง web server ตรงนี้เป็น cluster ย่อมๆ เลย network ใช้ Virtual IP แต่ทำงานแบบ Dual Mode คือทุกเครื่องจะมีทั้ง Active VIP และ Standby VIP
โดยที่ Active VIP ของเครื่อง 1 จะเป็น Standby VIP ของเครื่อง 2 อย่างนี้ไปเรื่อยๆ
แล้วใช้ glusterfs ทำ replicate เก็บข้อมูล สามารถยัด node เพิ่มได้เรื่อยๆ ถ้าต้องการพื้นที่เพิ่ม

ปัญหาอย่างเดียวที่เจอตอนนี้คือ database ครับ … มัน… ทำงานพร้อมกันแบบ active-active ไม่ได้ T_T
ไม่สามารถใช้ master-master replication ได้ด้วยสาเหตุบางประการ เวลา master ล่ม จะ promote slave ขึ้นมาเป็น master แทนทันที
สามารถสลับเครื่องไปมาตลอด แต่ใช้ ip เดียว วิ่งผ่าน Virtual IP อันนึงครับ
อันนี้เขียน script ช่วยสลับเครื่องเพิ่มเติมไว้ด้วย ยังไม่รู้ว่าใช้งานจริงแล้วจะเน่าอนาถขนาดไหน

สรุป software ที่ใช้ (ในชุดทดสอบ)

– Linux CentOS 5.5 x86_64
– Apache 2.2 / PHP 5.2 / MySQL 5.0
– UCARP (Redundant Network Protocol)
– GlusterFS 3.0.5 (Distributed Storage Engine)
– Plesk 9.5 (Web Hosting Control Panel) ==> Concept ยังไม่ได้ทดสอบใช้งานจริง

จำนวนเครื่องในระบบขั้นต่ำ 4 เครื่อง แบ่งเป็น
– Web Server + Storage 2
– Database 2

ถ้าให้ดีขึ้นก็จับแยก storage ออกมาหน่อยจะดีมาก ด้านล่างเป็น diagram คร่าวๆ ครับ




Credit: ICEz

เว็บโฮสติ้ง คืออะไร?

เว็บโฮสติ้ง โฮสติ้ง หรือ โฮสต์ เป็นรูปแบบของการให้บริการที่ให้ผู้ใช้งานนำเว็บไซต์หรือโฮมเพจของตนเอง
ออนไลน์บนโลกอินเตอร์เน็ต เพื่อให้เว็บไซต์ปรากฏต่อสายตาคนทั้งโลกง่ายๆ เพียงแค่พิมพ์ชื่อเว็บไซต์
(Domain Name) ในเว็บบราวเซอร์

ทุกเว็บไซต์ที่ออนไลน์บนอินเตอร์เน็ตจะต้องฝากไฟล์เว็บ ฐานข้อมูล และไฟล์อื่นๆ ไว้กับเว็บเซิร์ฟเวอร์ของ
ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง

ผู้ให้บริการโฮสติ้งที่ดีควรใช้เว็บเซิร์ฟเวอร์ประสิทธิ์ภาพสูงและเชื่อมต่อกับ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง
เพื่อให้เว็บไซต์สามารถเข้าถึงได้รวดเร็วจากทุกมุมโลก

Host คืออะไร

Host คืออะไร

HostHostingWeb Hosting ) เป็นบริการให้เช่าพื้นที่ในการนำเว็บไซต์มาฝาก เพื่อให้เว็บไซต์คุณสามารถออนไลน์บนอินเตอร์เน็ตได้ โดยเป็นการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ คือ ผู้ใช้บริการไม่ต้องยุ่งยากกับระบบเว็บเซิร์ฟเวอร์ เพราะทางผู้ให้บริการ Host จะเตรียมการทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อย แต่คุณต้องทำการ จดโดเมน ก่อนแล้วจึงมาเช่า Host เพื่อเก็บเว็บไซต์

การเลือก Host ให้กับเว็บไซต์คุณ

  1. Host ตั้งอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ
  2. ให้คุณดูก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาที่เว็บของคุณคือใคร หากเป็นลูกค้าในประเทศ ก็ควรเลือก Host ที่ตั้งอยู่ในประเทศ เพราะเวลาลูกค้าคุณเข้ามาดูข้อมูลในเว็บไซต์คุณ ก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่า ไม่ต้องวิ่งไปหาข้อมูลที่ต่างประเทศ แต่หากลูกค้าคุณเป็นลูกค้าต่างประเทศ ก็ควรเลือก Host ที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ เพื่อการเข้าถึงของลูกค้าคุณจะได้รวดเร็วกว่าที่จะต้องเข้ามาดูข้อมูลที่เก็บไว้ที่ Host ในเมืองไทย
  3. ขนาดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล ต้องพอเพียงกับข้อมูลของ Web Site ที่จัดทำ
  4. ปกติพื้นที่ขนาด 5 MB ก็เพียงพอต่อการนำเว็บไซต์ทางธุรกิจทั่วไป ที่มี่ภาพและข้อมูล ยกเว้นแต่หากท่านจะมีข้อมูลเป็นจำนวนมากๆ เช่น ข้อมูลรูปภาพหรือไฟล์เอกสารต่างๆ ที่จะเปิดให้ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดได้หลายรายการ และแต่ละไฟล์มีขนาดใหญ่ ท่านอาจจะต้องพื้นที่เพิ่ม และบางแห่งจะนำ พื้นที่ ๆ เก็บ E-mail มานำไปคิดรวมกับพื้นที่ ๆ เก็บไฟล์ข้อมูลของเว็บไซต์คุณ ซึ่งอาจจะทำให้พื้นที่ของเว็บไซต์ท่านไม่เพียงพอต่อการใช้งานได้ เพราะจะต้องใช้ร่วมกับ E-mail ซึ่งต้องเช็คกับทางผู้ให้บริการ ก่อนตัดสินใจใช้ E-mail Box แยกออกจากพื้นที่เก็บไฟล์ข้อมูลเว็บหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่หากรวมกัน ท่านอาจจะต้องการพื้นที่ Host อย่างน้อย 15 MB เป็นอย่างต่ำ
  5. จะมีการใช้เว็บโปรแกรมมิ่งไหมในเว็บของคุณ?
  6. ถ้าหากเว็บไซต์คุณมีการใช้เว็บโปรแกรมมิ่งในการทำเช่น เว็บบอร์ด, โปรแกรมส่งเมล์หาสมาชิก (Mailing List), หรือ โปรแกรมการเก็บฐานข้อมูล (Database) คุณควรจะเช็คกับทางผู้ให้บริการ Hostว่า Server ของเค้าเป็น OS อะไร ถ้าหากเป็น Windows ก็สามารถใช้กับ ภาษาในการเขียนโปรแกรมได้แก่ ASP, PHP, Perl ได้ แต่หากเป็น Linux ก็จะสามารถใช้ได้แค่ PHP, Perl เท่านั้น หรือบางท่านอาจจะต้องการใช้ระบบรักษาความปลอดภัย ก็อาจจะต้องใช้บริการ ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลแบบ SSL (Secure Socket Layer) ซึ่งจะเหมาะกับเว็บไซต์ทีทำ E-Commerce
  7. ทดสอบคุณภาพการบริการทางอีเมล์
  8. คุณอาจจะลองเมล์ไปสอบถามคำถามต่าง ๆ กับทาง Support แล้วลองดูระยะเวลาการตอบกลับอีเมล์ปัญหาของคุณ ว่าใช้เวลามากน้อยแค่ไหน ถ้าการตอบแต่ละครั้งใช้เวลานาน (ไม่ควรเกิน 1 วัน) แบบนี้ก็ไม่น่าที่จะเลือกใช้บริการ ลองส่งเมล์ไปสอบถามซัก 4-5 ครั้ง หรือมากกว่านี้ก็ได้ เพื่อดูความรวดเร็วในการแก้ปัญหาให้ลูกค้า และ ความใส่ใจในการบริการ ของผู้ให้บริการ
  9. ราคาไม่ใช่ตัวบอกถึงคุณภาพการบริการเสมอไป
  10. Host ที่มีราคาแพง ไม่จำเป็นว่าจะมีประสิทธิภาพ และบริการที่ดีเสมอไป ในการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจ Host คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเพื่อซื้อบริการที่ดีกว่า คำว่า “ของดีราคาถูก” ยังมีอยู่ให้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
  11. ช่องทางการติดต่อกับผู้ให้บริการ
  12. ควรจะมีหลาย ๆ ช่องทางในการที่จะติดต่อกับผู้ให้บริการได้ เผื่อในกรณีที่เกิดปัญหาจะได้ติดต่อได้อย่างรวดเร็ว ทั้งเบอร์โทรศัพท์พื้นฐาน, โทรศัพท์มือถือ และทางอีเมล์ ผู้ให้บริการ Host บางรายแม้ว่าจะมีการให้บริการที่ดี แต่ถ้าคุณสามารถติดต่อได้แค่ทางอีเมล์แล้ว นั่นก็หมายถึงว่าคุณจะต้องรอรับการ บริการจากทางอีเมล์เท่านั้น

ระหว่าง Windows Hosting และ Linux Hosting จะเลือกใช้อย่างไร

Windows Hosting และ Linux Hosting คือ Operating System Platform เป็นรูปแบบของระบบปฏิบัติการที่ตัว Host ใช้งาน จะมีอยู่ 2 ระบบปฏิบัติการใหญ่ๆ ที่ใช้งานคือ Windows หรือ Linux ซึ่งถ้าHost ที่ใช้ Windows เป็นระบบปฏิบัติการนั่นก็หมายความว่า ภาษาที่ใช้งานก็จะเป็น ASP หรือ ASP.Net และ PHP ส่วน Host ที่ใช้ Linux เป็นระบบปฏิบัติการภาษาที่ใช้งานก็จะเป็น PHP ถ้าเว็บไซต์ของท่านเขียนด้วย html อย่างเดียว สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง 2 ระบบ แต่ขอแนะนำให้ใช้เป็น Linux เพราะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
Host ที่ดีจะต้องให้บริการทั้งเครื่องมืออำนวยความสะดวกและคำแนะนำแก่ผู้ใช้บริการ เพื่อให้สามารถดูแลและแก้ไข website ของตนเองได้ ผู้ให้บริการ Host จะคิดค่าบริการจากการเช่าพื้นที่ในการให้บริการซึ่ง พื้นที่ดังกล่าวใช้สำหรับเก็บข้อมูล website ที่ต้องการนำเสนอ รวมทั้ง E-mail Database รายละเอียดเกี่ยวกับสถิติผู้เข้าชม ฯลฯ
Post By GICT
————————————————

What is the Host.

Host (. Hosting. ,. Web Hosting. ) is a rental space to bring the deposit site. So that your site is online on the internet. By an integrated services is the user does not have to hassle with a Web server. Because the Host provider will prepare everything to order. You need to register thedomain first and then rent Host to store website

Host site selection for you.

  1. Host is located in the country or abroad.
  2. You viewed the audience to participate in the web of who you are. If a customer in the country. It should be located in a Host Country. Because your customers time to view the information in your site. Can access information more quickly. No need to run to find overseas. If you are a customer overseas customers. Host should select based overseas To reach customers more quickly than you will need to view data stored in the Host Thailand
  3. Area for storage. Have sufficient information to create the Web Site.
  4. Normal size 5 MB is enough space to bring common business website. With visuals and information. Except if you have a lot of data such as images or data file documentation. The customer will be able to download multiple. And each file is large.You may need more space. And some other areas will be collected E-mail ideas to be integrated with other areas of your site data files. That may make your site’s not enough space to work. It will be used in conjunction with the E-mail to check with the provider. Before the E-mail Box separate storage file online or not. If a majority together You may want to Host a minimum area of at least 15 MB.
  5. Are used in the silk web programming your web?
  6. If your site is a web programming to do forum, program, E-mail for members (Mailing List), or program databases (Database), you should check with the provider Host the Server of him. What if the OS is Windows, you can use. Programming languages such as ASP, PHP, Perl, but if Linux will be available only PHP, Perl, or only some of you may want to use security. I may have to use. Security of data, SSL (Secure Socket Layer) which is suitable sites to E-Commerce.
  7. Testing services via email.
  8. You might try mail to ask any questions and try to see the Support From E-mail response to your problem. That much time. If the answer each time for (should not exceed one day) this is unlikely to be chosen. E-mail inquiries to try washing 4-5 times or more than this. For quick problem solving and focus on customer service.Service provider.
  9. Price is not the quality of service indicators, always
  10. Host costly. Not necessary to be effective. And always good service. The fierce competition of the business you do not have to pay Host expensive to purchase a better word, the price is good, there is seen in the present
  11. Channels connect with service providers.
  12. Should have multiple channels in order to contact the service provider. In case a problem can contact quickly. The basic telephone, mobile phone and email service providers, although some Host will provide a good service. But if you can be reached via e-mail just then. That also means that you may need to be. E-mail service only.

During Windows. Hosting and Linux. Hosting will choose how

Linux Hosting Windows Hosting and Operating System Platform is a form of the Host operating system is used in two major operating systems running Windows or Linux, which is used if theHost Windows operating system that means that Language use will be ASP or ASP.Net and PHP using Linux as the Host operating system language PHP will be used if your site is written in html can only choose the second system, but recommended. Linux is because it cost less than
Host must provide better facilities and equipment and advice to users. In order to monitor and modify their website provider Host will be charged from the hosting provider that Those areas used for storing information website to provide E-mail Database, including information about STAT etc..
Post By GICT.

DirectAdmin คืออะไร

DirectAdmin Control Panel เป็นระบบบริหารเว็บโฮสติ้ง โดเมน สำหรับลูกค้าที่ใช้ Linux Host หรือ FreeBSD Host ซึ่งเป็น Control Panel ที่มีประสิทธิภาพ และการใช้งานที่ค่อนข้างง่าย สำหรับลูกค้า พร้อมทั้ง มีเครื่องมือต่างๆ ที่ลูกค้าสามารถใช้บริหารเว็บโฮสติ้ง โดเมน ได้อย่างสะดวกสบายตลอดเวลา

Domain Pointer

Domain Pointer คือการชี้ชื่อเว็บนอกเหนือจากชื่อหลัก มายัง Host เดียวกัน เหมาะกับเว็บที่มีชื่อเรียกเข้ามากกว่า 1 ชื่อ เช่น ท่านมาเช่าโฮสสำหรับเว็บชื่อ aaa.com ที่นี้ท่านไปจดชื่อเพิ่มมาอีก 2 ชื่อคือ bbb.com กับ ccc.com ท่านอยากจะให้คนที่เข้าชื่อ bbb.com และ ccc.com ให้เปิดมายังหน้าเว็บ aaa.com ท่านสามารถทำได้โดยเข้าใช้งาน Domain pointer ใน Control Panel แล้วใส่ชื่อ bbb.com กับ ccc.com ก็จะสามารถใช้งานได้ทั้ง 3 ชื่อ
เว็บนี้จะ สามารถเข้าได้ 3 ชื่อ คือ aaa.com, bbb.com และ ccc.com

Treehost ต้นไม้ของคุณ

Treehost.in.th เริ่มเปิดให้บริการ เว็บโฮสติ้ง (Web Hosting ) ระบบเซิฟเวอร์เสมือน (VPS) และ บริการจดโดเมนเนม (Domain name) มาตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2553 โดยเน้นหลักการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เป็นกันเองด้วยบริการที่ประทับใจ ใช้ระบบเซิฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง สเถียรภาพดีเยี่ยม ด้วยราคาที่คุ้มค่า ช่วยให้ลูกค้าของเราหมดกังวลกังวลกับปัญหาเว็บล่ม ซึ่งเราจะยังเดินหน้าพัฒนาต่อไปเพื่อขยายขอบเขตการให้บริการแก่ลูกค้าและสร้างความมั่นใจกับลูกค้าอย่างไม่สิ้นสุด
Treehost เป็นบริการหนึ่งในเครือของ Onairnetwork ผู้ให้บริการวางระบบ Server Colocation และ Internet Solution ครบวงจรให้บริการกับองค์กรและบริษัทต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ มีผลการตอบรับต่อการให้บริการที่ดี มีการเติบโตขยายการให้บริการในด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเอาใจใส่ และเชี่ยวชาญของเรา Onairnetwork , Treehost และบริการในเครือจึงสามารถให้ความมั่นใจกับลูกค้าทุกท่านได้ว่า บริการของเราจะมีความมั่นคงและให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดบนพื้นฐานของการบริการที่ประทับใจในราคาที่คุ้มค่าที่สุด
คำว่า TreeHost เป็นผลจากแนวคิดของการให้บริการในลักษณะของต้นไม้ โดยเปรียบ Host เป็นเสมือนต้นไม้ที่มีกิ่งก้านสาขา มีเว็บไซต์เป็นเสมือนใบไม้แต่ละใบ TreeHost จึงเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่มีรากฐานมั่นคงแข็งแรงและพร้อมที่จะขยายไปกับใบไม้ที่เพิ่มขึ้น โดยมีพวกเราทีมงานที่พร้อมจะพรวนดินใส่ปุ๋ยต้นไม้ต้นนี้ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่เรามี เพื่อให้ต้นไม้ต้นนี้ งอกงามร่มเย็นต่อไป
หากท่าน กำลังมองหาต้นไม้ดีๆรากฐานแข็งแรงที่จะเติบใหญ่ไปพร้อมกับใบไม้ของท่าน เราพร้อมที่จะเป็นต้นไม้ต้นนั้นและดูแลใบไม้ของท่านให้งดงาม เขียวขจี ตลอดไป

“Web Hosting” คืออะไร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ช่วงนี้ข่าวเรื่องไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่2009 ก็ออกข่าวให้เห็นอยู่ทุกวัน ก็เลยทำให้เพื่อนๆหลายคนไม่อยากออกจากบ้าน จริงๆผมก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่ที่เพื่อนจะเอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้าน เพราะนอกจากจะทำให้เราพลาดในหลายๆโอกาสแล้ว ผมยังคิดว่า มันยิ่งทำให้เศรษฐกิจบ้านเราทรุดลงตามไปด้วยนะครับ ยังงัยๆ ก็ช่วยๆกันออกไปจับจ่ายใช้สอยสักหน่อยนะครับ แล้วก็อย่าลืมสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆด้วยนะครับ

เพื่อนๆหลายคนที่เคยเขียนโปรแกรมประเภท web programing จำพวกภาษา PHP, Python, Ruby, ASP คงหนีไม่พ้นเลยที่จะต้องรู้จักโปรแกรมประเภทที่ทำhosting server ให้เครื่องเรากลายเป็นเว็บ Web Server เพื่อจำลองการทำงานของโปแกรมเรา เพราะภาษาโปรแกรมที่เราเขียนจะต้องทำงานที่ฝั่ง server ก็เลยมีความจำเป็นที่จะต้องสั่งรันบนฝั่ง server เพื่อดูผลการทำงาน แล้วถ้าเราต้องการจะลองทำงานกับ server จริงๆหล่ะ เพื่อนๆจะทำยังงัย วันนี้ผมอยากจะพาเพื่อนๆมาแนะนำให้รู้จักกับความหมายของเว็บโฮสติ้ง เพื่อเป็นแนวทางให้เพื่อนๆที่สนใจจะเป็นเว็บมาสเตอร์จริงๆ สามารถเลือกเว็บโฮสติ้งได้ถูกตามความต้องการ หลังจากเพื่อนๆได้อ่านบทความที่ผมนำมาเสนอแล้ว เพื่อนๆก็ลองเข้าไปดูเงื่อนไขที่แต่ละเว็บโฮสติ้งโฆษณากันดูนะครับ ว่าแต่ละเจ้ามีเงื่อนไขอะไรดีๆมานำเสนอบ้าง ลองเข้าไปทดสอบดูครับว่าผู้ให้บริการเว็บโอสติ้งเจ้าไหน เร็วบ้าง ก็โดยการลองเข้าไปดูตามลิ้งค์ที่ปรากกฏอยู่ ถ้าอันไหนแสดงผลได้เร็ว เราก็พอจะประมาณได้ว่า server ที่ให้บริการนั้น ค่อนข้างที่จะใหม่และมีการวางระบบที่ค่อนข้างทำงานได้เร็ว ซึ่งจะช่วยทำให้เพื่อนๆสามารถตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง เรามาเริ่มกันเลยครับ

เว็บโฮสติ้งคือ

web hosting เว็บโฮสติ้ง คือ การเช่าพื้นที่โฮสติ้ง เพื่อเก็บข้อมูลและเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้ามายังเว็บไซต์ของเราได้ อธิบายง่ายๆ ก็คือ เหมือนกับเราเช่าพื้นที่เพื่อฝากข้อมูล เนื้อหาต่างๆ ที่อยู่ภายในเว็บไซต์ของเรากับผู้ให้บริการเช่าพื้นที่โฮสติ้งนั่นเอง ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็จะเหมือนกับการที่เราเช่าโกดังเพื่อเก็บสินค้า ของเรานั่นเอง

เมื่อเรารู้จักกับเว็บโฮสติ้งกันแล้วว่าคืออะไร แล้วเพื่อนๆ เคยสงสัยกันบ้างไหมคะว่าแล้วโฮสติ้งที่เราเข้าใจและใช้งานกันอยู่ทุกวัน เนี่ย มีความเป็นมาอย่างไร แล้วเริ่มต้นมาได้อย่างไร ใครเป็นผู้ที่คิดค้นหรือค้นพบกันนะ วันนี้เพื่อนๆ จะหายข้องใจแล้วค่ะ เพราะวันนี้เราจะนำเรื่องราวของที่มาที่ไปของเว็บโฮสติ้งมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังกันค่ะ

สำหรับความเป็นมาของเว็บโฮสติ้งนั้นถือกำเนิดมาพร้อมๆ กับการใช้งานอินเทอร์เน็ท ส่วนในประเทศไทยกลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มแรกๆ นั้นจะอยู่ในกลุ่มของมหาวิทยาลัย และองค์กรที่ไม่แสวงหาผลประโยชน์ต่างๆ รวมไปถึงหน่วยงานราชการเป็นส่วนใหญ่ โดยเชื่อมต่อผ่านทางการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือ (CAT) ต่อมาเมื่อความนิยมการใช้อินเทอร์เน็ตมีเพิ่มมากขึ้น การให้บริการเว็บโฮสติ้งในรูปแบบเชิงพาณิชย์จึงเริ่มต้นขึ้น โดยมีผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง ISP ที่กระจายการให้บริการไปยังกลุ่มภาคธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็ก

และ ในปัจจุบันด้วยความนิยมในการใช้อินเทอร์เน็ตมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนของหนึ่งของชีวิตประจำวันกันไปแล้ว ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งก็จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทนั่นก็คือ

Web Hosting

1. โฮสติ้งแบบให้บริการฟรี
สำหรับ ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งฟรีนั้น เราสามารถค้นหารายชื่อผู้ให้บริการได้ตามเสิร์ชเอนจิ้นทั่วไปได้ค่ะ ซึ่งก็มีผู้ให้บริการอยู่หลายเจ้าเหมือนกัน ทั้งนี้ก็แล้วแต่ว่าผู้ให้บริการแต่ละเจ้านั้นจะให้พื้นที่ในการเก็บข้อมูล เป็นจำนวนเท่าไหร่ มากหรือน้อย ส่วนวิธีการเลือกผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งนั้น คุณสามารถติดตามอ่านได้ที่บทความ “มือใหม่หัดเลือกโฮสติ้ง”

2. โฮสติ้งแบบเสียค่าบริการ
ในปัจจุบันก็มีผู้ให้บริการหลายหลายเจ้า ให้เลือกได้ตามความต้องการ ความเหมาะสมของผู้ใช้งาน นอกจากจะมีผู้ให้บริการมากมายหลายเจ้าให้เราเลือกใช้บริการแล้ว รูปแบบของใช้บริการเว็บโฮสติ้งก็ยังสามารถแยกออกมาได้ดังนี้อีกด้วยค่ะ

2.1 Dedicated Server การเช่าแบบนี้เป็นการเช่าแบบเหมาทั้งตัวเครื่อง เช่นหากเปรียบเทียบให้เซอร์ฟเวอร์เป็นเครื่องหนึ่งเครื่องก็เท่ากับเราเช่า หมด ยกทั้งเครื่องนั่นเอง สำหรับการเช่าในรูปแบบนี้จะเหมาะกับเว็บไซต์ขององค์กรที่มีขนาดใหญ่

2.2 Colocation เป็นการเช่าแบบพื้นที่ โดยการนำตัวเครื่องเซอร์ฟเวอร์ของเราทั้งเครื่องไปเช่าพื้นที่ในการติดตั้ง อีกทีนึง หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คล้ายกับการที่เราเช่าผืนที่ดินแล้วไปปลูกบน ที่ดินที่เราเช่านั่นเอง สำหรับการเช่าในรูปแบบนี้จะเหมาะกับเว็บไซต์ขององค์การที่มีขนาดใหญ่มากๆ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมากทีเดียว

2.3 Shared Hosting เป็นการเช่าในลักษณะที่เรียกว่าเช่าพื้นที่เพียงบางส่วน คล้ายๆ กับการที่เราเช่าห้องพักในคอนโดหรือหอพักนั่นเองค่ะ ซึ่งการเช่าโฮสติ้งในแบบนี้จะเหมาะกับบุคคลทั่วไป เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าทั้ง 2 รูปแบบข้างบน นอกจากนี้การเช่าในลักษณะนี้ยังมีให้เลือกอีกถึง 3 ชนิด ทังนี้ทางทีมงานได้ทำการอธิบายและเปรียบเทียบการทำงานของทั้ง 3 ชนิดขึ้นมาเพื่อเข้าใจได้ง่ายมากขึ้นนะคะ

รูปแบบของโฮสติ้งความหมายของแต่ละลักษณะการใช้งาน
Windowsเป็นรูปแบบที่นิยมใช้มากที่สุดเนื่องจาก ใช้คำสั่งแบบตัวอักษร เหมาะกับการใช้ใช้งานง่าย เป็นการพัฒนาต่อจาก DOS งานร่วมกับ Software ที่พัฒนาด้วย .asp, .net หากคุณเลือกแบบ Windows จะมีข้อเสียตรงที่การกำหนดสิทธิ์ค่อนข้างมีความยุ่งยาก
Unix, Linuxถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ร่วมกับงานวิจัย สำหรับการใช้งานจะเหมาะกับ Software และภาคธุรกิจ เนื่องจากการมีความที่พัฒนาด้วย .php ค่าใช้จ่ายในการใช้งานสะดวกในการใช้งานมากกว่า จะมีราคาถูกกว่า Windows ราคาถูกกว่า Windows และสามารถทำงานได้หลายงานในเวลาพร้อมๆ กัน

ดัง นั้นคุณผู้อ่านท่านใดที่สร้างเว็บไซต์ด้วย CMS ไม่ว่าจะเป็น Joomla, WordPress ก็ควรเลือกโฮสติ้งแบบ Unix, Linux จะดีที่สุดค่ะ ทั้งนี้ก็เนื่องจาก Joomla, WordPress นั้นใช้ภาษา .php นั่นเองค่ะ และสิ่งที่สำคัญอีกข้อหนึงที่เราควรพิจารณานั่นก็คือ การวิเคราะห์ว่าผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์เราส่วนใหญ่นั้นมาจากในประเทศหรือ ต่างประเทศด้วยนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อความรวดเร็วในการเข้าเว็บไซต์นั่นเองค่ะ นอกจากนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าสำหรับมือใหม่ๆ เวลาจะเข้าไปใช้บริการเว็บโฮสติ้งจากที่ไหนสักแห่งอาจจะเกิดอาการงงกับคำ ศัพท์ทั้งหลายที่เกี่ยวกับโฮสติ้ง ไม่ว่าจะเป็น DNS, Banwidth etc. ว่าคืออะไร แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ทางทีมงานได้อธิบายคำศัพท์ไว้ให้แล้ว เรามาดูกันดีกว่าแต่ละคำศัพท์นั้นมีหมายถึงอะไร เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

มาเริ่มกันที่คำศัพท์ ตัวแรกเลยนะคะ

– DNS คือ Domain name system ระบบที่ใช้เก็บช้อมูลของชื่อโดเมน ระบบที่ใช้เก็บข้อมูลของชื่อโดเมน แปลงหมายเลขไอพีซึ่งเป็นชุดตัวเลขประจำเครื่องที่จดจำยากให้เหลือเพียงแค่ ชื่อเว็บไซต์ที่จำง่ายนั่นเอง

– Bandwidth คือ พื้นที่ในการส่งข้อมูล ถ้าหากมีพื้นที่ที่กว้าง ก็จะสามารถส่งข้อมูลได้ง่าย และสะดวกมากยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนกับถนน หากถนนมีความกว้างหรือมีเลนให้รถวิ่งมาก ก็จะเดินทางได้สะดวก และสะดวกมากขึ้นนั่นเอง

– Storage คือ การจัดเก็บข้อมูล การนำข้อมูลที่ผ่านกระบวนการการทำงานทั้งการนำเข้า การประมวลผล และการแสดงผลเป็นที่เรียบร้อยแล้วมาทำการบันทึกลงในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล Storage Device เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ได้เมื่อต้องการค่ะ

– OS คือ operating system ซอฟแวร์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป / ระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในการจัดการและควบคุมการทำงานต่างๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์

– ISP คือ บริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต ย่อมาจาก Interner Service Provide เป็นหน่วยงานที่บริการให้เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือเครือ ข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัท เข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก อาทิ KSC, TRUE, TOT เป็นต้น

– DOS คือ Disk Operation System เป็นระบบปฏิบัติการที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท IBM เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่อง PC โปรแกรม DOS จะถูกโหลดหรืออ่านจากแผ่นดิสก์เข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจำ หลังจากนั้นจะไปทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานต่างๆ โดยอัตโนมัติ การทำงานเป็นแบบ Text mode สั่งงานโดยการกดคำสั่ง

– CMS คือ Content Management System ระบบจัดการเนื้อหา หรือ เว็บสำเร็จรูปนั่นเองค่ะ เช่น Worpresss Joomla Drupal mambo เป็นต้น

– PHP คือ personal home page ภาษาที่นำไปพัฒนาเว็บไซต์ สามารถทำงานร่วมกับภาษา HTML ได้

– Asp คือ Active server page เทคโนโลยีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับเว็บเพจ พัฒนาโดยบริษัท ไมโครซอฟต์ มีจุดเด่นในการพัฒนาและจัดการแอพพลิเคชั่นบนเว็บเซิร์ฟเวอร์ โดยจะทำงานในลักษณะของโปรแกรมภาษา Interpreter ที่ใช้ในการตีความเว็บเพจที่เขียนขึ้นมาโดยใช้ภาษา VBScript, JSCript เป็นต้น

– .net คือ โดเมนเนมสากลที่ทุกประเทศสามารถจดได้ แต่จะต้องสำหรับเว็บไซต์ทางด้านเน็ตเวิร์ก หรือ กลุ่มบริหารเครือข่าย (Network Services) เท่านั้น

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับความหมายและที่มาที่ไป รวมถึงรูปแบบของเว็บโฮสติ้ง ว่าทั้งหมดมีกี่ประเภท และแต่ละประเภทนั้นมีการทำงาน และแตกต่างกันออกไปอย่างไรบ้าง นี่ก็เป็นเพียงความรู้และข้อมูลคร่าวๆ เท่านั้นนะคะ หากคุณผู้อ่านที่ต้องการจะเลือกผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งก็สามารถติดตามอ่าน ได้ที่บทความ “มือใหม่หัดเลือกโฮสติ้ง” ได้นะคะ และสำหรับฉบับหน้านั้นทางทีมงานจะนำเรื่องอะไรมานำเสนอให้ได้อ่านกันคงต้อง ติดตามกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าค่ะ ^ ^

ที่ มา iBusiness Magazine http://www.trawutspace.com

Host คืออะไร

Host คืออะไร

Host ( Hosting, Web Hosting ) เป็นบริการให้เช่าพื้นที่ในการนำเว็บไซต์มาฝาก เพื่อให้เว็บไซต์คุณสามารถออนไลน์บนอินเตอร์เน็ตได้ โดยเป็นการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ คือ ผู้ใช้บริการไม่ต้องยุ่งยากกับระบบเว็บเซิร์ฟเวอร์ เพราะทางผู้ให้บริการ Host จะเตรียมการทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อย แต่คุณต้องทำการ จดโดเมน ก่อนแล้วจึงมาเช่า Host เพื่อเก็บเว็บไซต์

การเลือก Host ให้กับเว็บไซต์คุณ

1. Host ตั้งอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ

ให้คุณดูก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาที่เว็บของคุณ คือใคร หากเป็นลูกค้าในประเทศ ก็ควรเลือก Host ที่ตั้งอยู่ในประเทศ เพราะเวลาลูกค้าคุณเข้ามาดูข้อมูลในเว็บไซต์คุณ ก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่า ไม่ต้องวิ่งไปหาข้อมูลที่ต่างประเทศ แต่หากลูกค้าคุณเป็นลูกค้าต่างประเทศ ก็ควรเลือก Host ที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ เพื่อการเข้าถึงของลูกค้าคุณจะได้รวดเร็วกว่าที่จะต้องเข้ามาดูข้อมูลที่ เก็บไว้ที่ Host ในเมืองไทย ขนาดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล ต้องพอเพียงกับข้อมูลของ Web Site ที่จัดทำ
2.

ปกติพื้นที่ขนาด 5 MB ก็เพียงพอต่อการนำเว็บไซต์ทางธุรกิจทั่วไป ที่มี่ภาพและข้อมูล ยกเว้นแต่หากท่านจะมีข้อมูลเป็นจำนวนมากๆ เช่น ข้อมูลรูปภาพหรือไฟล์เอกสารต่างๆ ที่จะเปิดให้ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดได้หลายรายการ และแต่ละไฟล์มีขนาดใหญ่ ท่านอาจจะต้องพื้นที่เพิ่ม และบางแห่งจะนำ พื้นที่ ๆ เก็บ E-mail มานำไปคิดรวมกับพื้นที่ ๆ เก็บไฟล์ข้อมูลของเว็บไซต์คุณ ซึ่งอาจจะทำให้พื้นที่ของเว็บไซต์ท่านไม่เพียงพอต่อการใช้งานได้ เพราะจะต้องใช้ร่วมกับ E-mail ซึ่งต้องเช็คกับทางผู้ให้บริการ ก่อนตัดสินใจใช้ E-mail Box แยกออกจากพื้นที่เก็บไฟล์ข้อมูลเว็บหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่หากรวมกัน ท่านอาจจะต้องการพื้นที่ Host อย่างน้อย 15 MB เป็นอย่างต่ำ จะมีการใช้เว็บโปรแกรมมิ่งไหมในเว็บของคุณ?
3.

ถ้าหากเว็บไซต์คุณมีการใช้เว็บโปรแกรมมิ่งในการทำเช่น เว็บบอร์ด, โปรแกรมส่งเมล์หาสมาชิก (Mailing List), หรือ โปรแกรมการเก็บฐานข้อมูล (Database) คุณควรจะเช็คกับทางผู้ให้บริการ Host ว่า Server ของเค้าเป็น OS อะไร ถ้าหากเป็น Windows ก็สามารถใช้กับ ภาษาในการเขียนโปรแกรมได้แก่ ASP, PHP, Perl ได้ แต่หากเป็น Linux ก็จะสามารถใช้ได้แค่ PHP, Perl เท่านั้น หรือบางท่านอาจจะต้องการใช้ระบบรักษาความปลอดภัย ก็อาจจะต้องใช้บริการ ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลแบบ SSL (Secure Socket Layer) ซึ่งจะเหมาะกับเว็บไซต์ทีทำ E-Commerce ทดสอบคุณภาพการบริการทางอีเมล์
4.

คุณอาจจะลองเมล์ไปสอบถามคำถามต่าง ๆ กับทาง Support แล้วลองดูระยะเวลาการตอบกลับอีเมล์ปัญหาของคุณ ว่าใช้เวลามากน้อยแค่ไหน ถ้าการตอบแต่ละครั้งใช้เวลานาน (ไม่ควรเกิน 1 วัน) แบบนี้ก็ไม่น่าที่จะเลือกใช้บริการ ลองส่งเมล์ไปสอบถามซัก 4-5 ครั้ง หรือมากกว่านี้ก็ได้ เพื่อดูความรวดเร็วในการแก้ปัญหาให้ลูกค้า และ ความใส่ใจในการบริการ ของผู้ให้บริการ ราคาไม่ใช่ตัวบอกถึงคุณภาพการบริการเสมอไป
5.

Host ที่มีราคาแพง ไม่จำเป็นว่าจะมีประสิทธิภาพ และบริการที่ดีเสมอไป ในการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจ Host คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเพื่อซื้อบริการที่ดีกว่า คำว่า “ของดีราคาถูก” ยังมีอยู่ให้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ช่องทางการติดต่อกับผู้ให้บริการ
6.

ควรจะมีหลาย ๆ ช่องทางในการที่จะติดต่อกับผู้ให้บริการได้ เผื่อในกรณีที่เกิดปัญหาจะได้ติดต่อได้อย่างรวดเร็ว ทั้งเบอร์โทรศัพท์พื้นฐาน, โทรศัพท์มือถือ และทางอีเมล์ ผู้ให้บริการ Host บางรายแม้ว่าจะมีการให้บริการที่ดี แต่ถ้าคุณสามารถติดต่อได้แค่ทางอีเมล์แล้ว นั่นก็หมายถึงว่าคุณจะต้องรอรับการ บริการจากทางอีเมล์เท่านั้น

ระหว่าง Windows Hosting และ Linux Hosting จะเลือกใช้อย่างไร

Windows Hosting และ Linux Hosting คือ Operating System Platform เป็นรูปแบบของระบบปฏิบัติการที่ตัว Host ใช้งาน จะมีอยู่ 2 ระบบปฏิบัติการใหญ่ๆ ที่ใช้งานคือ Windows หรือ Linux ซึ่งถ้า Host ที่ใช้ Windows เป็นระบบปฏิบัติการนั่นก็หมายความว่า ภาษาที่ใช้งานก็จะเป็น ASP หรือ ASP.Net และ PHP ส่วน Host ที่ใช้ Linux เป็นระบบปฏิบัติการภาษาที่ใช้งานก็จะเป็น PHP ถ้าเว็บไซต์ของท่านเขียนด้วย html อย่างเดียว สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง 2 ระบบ แต่ขอแนะนำให้ใช้เป็น Linux เพราะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า

Host ที่ดีจะต้องให้บริการทั้งเครื่องมืออำนวยความสะดวกและคำแนะนำแก่ผู้ใช้ บริการ เพื่อให้สามารถดูแลและแก้ไข website ของตนเองได้ ผู้ให้บริการ Host จะคิดค่าบริการจากการเช่าพื้นที่ในการให้บริการซึ่ง พื้นที่ดังกล่าวใช้สำหรับเก็บข้อมูล website ที่ต้องการนำเสนอ รวมทั้ง E-mail Database รายละเอียดเกี่ยวกับสถิติผู้เข้าชม ฯลฯ

Post By GICT