Domain-Hosting-Server

1.โดเมนเนม
โดเมนเนม คือ ชื่อที่ใช้แทนเว็บไซต์ ซึ่งกำหนดขึ้นมาเพื่อสะดวกในการเข้าถึงเว็บไซต์ ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการกำหนดโดเมนเนม นั้นจะใช้หมายเลขไอพีแอสเดรส เป็นตัวแทนของเว็บไซต์ โดย โดเมนเนมนั้น มีความยาวได้ไม่เกิน 63 ตัวอักษร และจะประกอบไปด้วย ตัวอักษรและตัวเลข ซึ่งในปัจจุบันนี้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษอย่างเดียวแล้ว เพราะตัวอักษรภาษาไทย หรือตัวอักษรท้องถิ่นของประเทศต่างๆก็สามารถใช้จดโดเมนได้ ซึ่ง โดเมนเนมนั้น มีหลายประเภท โดยสิ่งที่ใช้วัดประเภทของโดเมนเนม เรียกว่า นามสกุล ปัจจุบัน นามสกุลของโดเมนเนมที่ได้รับความนิยมมาก ได้แก่  .com .net .org .info ซึ่งก็มีความหมายแตกต่างกันไป แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ .com
2. ประเภทของโดเมนเนม
ประเภทของโดเมนเนม ในปัจจุบันนั้น มีมากมายหลายประเภท ซึ่งส่วนใหญ่คนเรามักจะคิดว่า ประเภทของโดเมน มีแค่ .com .net .info .org แต่ความจริงแล้ว ประเภทของโดเมนเนม หรือ นามสกุลของโดเมน มีหลากหลายมากกว่านั้น โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 1) โดเมนเนม 2 ระดับ จะเป็น โดเมนเนม ที่เรียกว่าระดับสูงที่สุด โดย จะประกอบไปด้วย ชื่อโดเมน ตามด้วย นามสกุลโดเมน หรือประเภทของโดเมน  โดย ประเภทของโดเมนที่เข้าข่าย ประเภทนี้ ได้แก่ .com .net .info .org .edu .gov เป็นต้น
ส่วนอีกประเภท ได้แก่ โดเมนเนม 3 ระดับ หรือ โดเมนเนมแต่ละประเทศ ซึ่งจะประกอบไปด้วย  ชื่อโดเมน ตามด้วยนามสกุล และคำย่อของประเทศ เช่น  .co.th ,.ac.th เป็นต้น
3.  วิธีการตั้งชื่อโดเมนเนม
การตั้งชื่อโดเมนเนมนั้น ถือว่า การตั้งชื่อโดเมน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการทำเว็บไซต์ หรือการจดโดเมนเนม เพราะว่า การตั้งชื่อโดเมนเนม เปรียบเสมือนการตั้งชื่อให้กับเว็บไซต์ของเรา  ยิ่งถ้าเราตั้งชื่อโดเมนเนมได้ดีเท่าไหร่ ยิ่งมีผลต่อเว็บไซต์ของเราเท่านั้น โดย การตั้งชื่อโดเมนเนมนั้น มีวิธีการง่ายๆ คือ   1) ตั้งชื่อให้สั้นเข้าไว้ 2)พยายามตั้งให้มีความหมาย คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ 3) ง่ายต่อที่จดจำ พยายามเลือกชื่อที่คิดว่าคนทั่วไปสามารถจำได้ง่ายๆ ไม่สับสนกับโดเมนเนมอื่น 4) ไม่ตั้งชื่อโดเมนเนม ที่ประกอบไปด้วย คำหยาบ เช่น fuck และ คำที่มีลิขสิทธิ์สินค้าอยู่ เช่น sony,google    5)เป็นชื่อที่เราคิดว่าจะเป็นตัวแทน หรือแบรนด์ของเรา โดยต้องคำนึงถึงด้วยว่า ชื่อโดเมนเนม ที่เราจะตั้งขึ้นนั้น เปรียบเสมือนแบรนด์ของเรา 6) ชื่อโดเมนเนมที่ตั้งชื่อขึ้น ควรจะสอดคล้องกับ รูปแบบของเว็บไซต์ของเรา
4. โดเมนเนมภาษาไทย
โดเมนเนมภาษาไทย ในปัจจุบัน เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถทำ Search engine optimization (SEO) ในประเทศไทยได้ดีมากๆ ซึ่งเราสามารถใช้ชื่อโดเมนเนม เป็นภาษาไทยได้เลย เช่น หนังสือมือสอง  โดย การจดโดเมนเนมภาษาไทยนั้น ในปัจจุบัน สามารถจดได้ ในประเภท .com,.net โดยเวลาที่เราจะจดโดเมนเนมภาษาไทยนั้น ให้เราเอา code ที่แปลงชื่อภาษาไทย เป็น สตริงที่เข้ารหัสแล้วไปจด ซึ่งเราสามารถสังเกต ชื่อภาษาไทย ที่เข้ารหัสแล้ว ได้จากการพิมพ์ชื่อโดเมนเนมภาษาไทยนั้น ที่เว็บเบราว์เซอร์ เช่น พิมพ์คำว่า หนังสือมือสอง.com ก็จะเห็นรหัส  xn--72ca6c7a6bbctbb1b0ec.com ถ้าชื่อโดเมนเนม นี้ยังว่างอยู่ ก็เอาไปจดได้เลย โดยนำ xn--72ca6c7a6bbctbb1b0ec ไปจด
5. การต่ออายุโดเมนเนม
โดเมนเนม ก็เหมือนกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ย่อมมีวันหมดอายุเหมือนกัน โดย โดเมนเนมนั้น โดยปกติแล้วจะหมดอายุหลังจากที่เราจดชื่อโดเมนเนม มา 1 ปี หรือ ถ้าตอนที่เราจดโดเมนเนม เรามีการกำหนดระยะเวลาการจดโดเมนเนม การหมดอายุของโดเมนเนม ก็จะหมดอายุหลังจากที่เราจดโดเมนเนมมา ตามระยะเวลานั้น เช่น ถ้าจดโดเมนเนม 2 ปี ก็จะหมดอายุในอีก 2 ปี นับจากวันที่จดโดเมนเนม  โดย การต่ออายุโดเมนเนม สามารถต่ออายุได้นับตั้งแต่วันที่จดเมนเนมมาเลย และต่ออายุได้ไม่เกิน 30 วัน นับจากวันที่โดเมนเนมที่หมดอายุ โดยถ้าปล่อยให้โดเมนเนม หมดอายุ ไปเป็นเวลา 45 วัน โดเมนเนม นั้นก็จะถูกลบออกจากสารบบ และรอการจดใหม่ ได้ทันที

6.การซื้อขายโดเมนเนมเก่า
ในปัจจุบัน มีการซื้อขายโดเมนเนม เป็นจำนวนมาก โดยจะมีการซื้อขายโดเมนเนมเก่า ที่มีชื่อที่เหมาะสมกับการทำ seo  รวมทั้งชื่อโดเมนเนมที่ สั้น จำง่าย และมีอายุมาก โดย ส่วนใหญ่แล้วจะมีการซื้อขายโดเมนเนมเก่า กันในต่างประเทศ ซึ่งถือว่าได้รับความนิยมอย่างมาก เช่น ในเว็บไซต์ www.godaddy.com  www.namejet.com โดยในไทยของเรา ก็มีการซื้อขายโดเมนเนมเช่นกัน โดยตลาดการซื้อขายโดเมนเนมที่ใหญ่ที่สุดของไทยในตอนนี้ ได้แก่ที่ www.thaiseoboard.com ซึ่งมีการจัดประมูล หรือ ตั้งขาย โดเมนเนม กันแทบทุกวัน ซึ่งราคามีตั้งแต่  ไม่ถึงหนึ่งร้อยบาท จนเกิน หลักหมื่น เลยทีเดียว
7. การเลือกซื้อโดเมนเนมที่ใกล้จะหมดอายุ
ในปัจจุบัน มีทางเลือกใหม่เกิดขึ้น ของคนที่คิดจะจดโดเมนเนม นั่นคือ การเลือกซื้อ หรือจดโดเมนเนม ที่ใกล้จะหมดอายุ ซึ่งจะดีกว่า จดโดเมนเนมชื่อใหม่ ตรงที่ บางครั้งอาจมีชื่อสวยๆ หรือชื่อที่โดนใจเราหลุดมา แต่ก่อนหน้านี้เราไม่สามารถจดโดเมนเนมนั้นได้เพราะไม่ว่าง รวมทั้ง เรายังไม่ต้องเสียเวลาทำ SEO มากนัก เพราะบางโดเมนเนม มีอันดับที่ดีใน Search Engine แล้ว แต่ก็มีข้อควรระวังในการเลือกซื้อโดเมนเนมที่ใกล้จะหมดอายุ เช่นกัน ได้แก่ ประวัติการโดนแบนของโดเมนเนม  การโดน ลด จำนวนอินเด็กซ์ ของโดเมนเนมนั้น ซึ่งถ้าใครสนใจในการเลือกซื้อโดเมนเนมที่ใกล้จะหมดอายุนั้น สามารถเลือกซื้อได้ ที่ name.com หรือประมูลที่ www.godaddy.com

8. การเช็คสถานะของโดเมนเนม
ในการจดชื่อโดเมนเนมนั้น  ลำดับแรกเราต้องเช็คสถานะของโดเมนเนมก่อนว่า  ยังว่าง ให้เราทำการจดชื่อโดเมนเนมนั้น หรือไม่ โดยการเช็คสถานะของโดเมนเนมนั้น มีหลายวิธีเช่น 1) ลองเข้าโดเมนเนมนั้น ว่าเข้าได้หรือไม่ ถ้าเข้าได้แสดงว่า ไม่ว่างแล้ว 2) ลอง search ใน search engine 3) วิธีง่ายที่สุด  ได้แก่ การใช้เครื่องมือเช็คสถานะโดเมนเนม ในหน้าเว็บไซต์ที่เราต้องการจดโดเมนเนมด้วย เช่น www.name.com ,www.godaddy.com หรือ เข้าเว็บไซต์ที่มีบริการตรวจสถานะโดเมนเนม โดยเฉพาะ ได้แก่ www.whois.com ,www.checkname.org เป็นต้น
9. ราคาของโดเมนเนม
ราคาของโดเมนเนมนั้น ในปัจจุบัน มีราคาถูกลงกว่าสมัยก่อนเป็นอย่างมาก ซึ่งสมัยก่อนนั้น ราคาของโดเมนเนม มักจะสูงถึงหลักพัน แต่ในปัจจุบัน เริ่มที่หลักร้อย เท่านั้น โดยราคาโดเมนเนม ของแต่ละนามสกุล หรือแต่ละประเภทก็จะแตกต่างกันไป กล่าวคือ .com .net .org ราคามักจะใกล้เคียงกัน ในขณะที่ .info  มักจะมีราคาถูก และ ประเภทของโดเมนเนม ในแต่ละประเทศ ก็จะมีราคาแพงกว่า .com .net .org หรือ .info เนื่องจาก การที่แต่ละประเทศ ให้จดโดเมนเนม ภายใต้นามสกุลของโดเมนเนมประเทศนั้นได้ นอกจากจะเป็นการเผยแพร่ประเทศแล้ว ยังเป็นการหากำไร หรือ ทำธุรกิจอย่างหนึ่งของประเทศด้วย
10. การย้ายโดเมน
การย้ายโดเมน นั้น สามารถทำได้ โดยปกติแล้ว การย้ายโดเมนเนม ต้องแจ้งความจำนงในการย้ายโดเมนเนม อย่างน้อย 30 วันก่อนที่โดเมนเนมจะหมดอายุ โดย จะเสียค่าย้ายโดเมน ซึ่งก็คือค่าต่ออายุโดเมน 1 ปี โดยอัตโนมัติ นั่นเอง โดยอัตราค่าบริการ ย้ายโดเมน นั้น จะขึ้นอยู่กับ การกำหนดของแต่ละ เจ้า ที่รับจดโดเมนเนม ซึ่งโดยปกติแล้ว ราคาจะเท่ากับการจดโดเมนเนมปกติของแต่ละเจ้า เช่น ที่ godaddy.com ค่าย้ายโดเมน เท่ากับ 11 ดอลล่าร์ ซึ่งเท่ากับการจดโดเมนเนมใหม่ นั่นเอง โดยการย้ายโดเมนเนม นั้น โดยปกติแล้วถ้าย้ายจาก ผู้ให้บริการจดโดเมนเนมเดียวกัน จะไม่มีค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นการย้ายเพียงบัญชีผู้จดโดเมนเนมเท่านั้น เช่น การย้ายโดเมนเนม จาก นาย ก. ที่จดกับ name.com ไปยัง นาย ข. ที่จด กับ name.com เช่นเดียวกัน
11. Domain Name Server (DNS)
โดเมนเนม เซิร์ฟเวอร์ (Domain name server) หรือ ดีเอนเอส (DNS) นั้น เป็นสิ่งที่เชื่อมต่อกับชื่อโดเมนเนมของเรา โดย เป็นสิ่งที่ อ้างถึงหมายเลข IP address ของเว็บโฮสติ้ง ที่เรานำมาเชื่อมต่อกับ โดเมนเนมนั้น กล่าวคือ ทำหน้าที่คล้ายกับสมุดโทรศัพท์ คือ เมื่อมีคนต้องการจะโทรศัพท์หาใคร คน ๆ นั้นก็จะต้องเปิดสมุดโทรศัพท์เพื่อค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของคนที่ต้องการจะ ติดต่อคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน เมื่อต้องการจะสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เครื่องนั้นก็จะทำการสอบถามหมายเลข IP ของเครื่องที่ต้องการจะสื่อสาร กับ DNS server ซึ่งจะทำการค้นหาหมายเลขดังกล่าว ในฐานข้อมูลแล้วแจ้งให้ Host ดังกล่าวทราบ เวลาที่เราเข้าถึงชื่อโดเมนเนม นั้นก็สามารถเข้าถึงได้ เพราะมีการเชื่อมกับ โฮสติ้งแล้ว
12. ส่วนสำคัญของระบบ DNS
DNS  นั้น ประกอบไปด้วย 3 ส่วนสำคัญ ที่เราควรทำความรู้จักไว้ ได้แก่ 1)Name Resolvers โดยเครื่อง Client ที่ต้องการสอบถามหมายเลขไอพีเรียกว่า Resolver ซึ่งซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็น Resolvers นั้นจะถูกสร้างมากับแอพพลิเคชันหรือเป็น Library ที่มีอยู่ใน Client 2)Domain Name Space เป็นฐานข้อมูลของ DNS ซึ่งมีโครงสร้างเป็น Tree หรือเป็นลำดับชั้น แต่ละโหนดคือ โดเมนโดยสามารถมีโดเมนย่อย ซึ่งจะใช้จุดในการแบ่งแยก 3)Name Servers เป็นคอมพิวเตอร์ที่รันโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลบางส่วนของ DNS โดย Name Server จะตอบการร้องขอทันที โดยการหาข้อมูลตัวเอง หรือส่งต่อการร้องขอไปยัง Name Server อื่น ซึ่งถ้า Name Server มีข้อมูลของส่วนโดเมนแสดงว่า Server นั้นเป็นเจ้าของโดเมนเรียกว่า Authoritative
13.  เว็บโฮสติ้ง คือ อะไร
เว็บโฮสติ้ง นั้น เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่ในการก่อสร้างบ้านของเรา ซึ่งในความหมายทางคอมพิวเตอร์ หมายถึง พื้นที่ในการฝากข้อมูลบนเว็บไซต์ ที่จะให้ผู้เยี่ยมชม สามารถเข้าถึงได้ ผ่านระบบ อินเตอร์เน็ต โดย เว็บโฮสติ้งจะมีการเชื่อมต่อกับชื่อโดเมนเนม เพื่อให้เข้าถึงเว็บไซต์ นั้นได้ผ่าน ชื่อโดเมนเนม นั้นเลย ซึ่งเว็บโฮสติ้งในปัจจุบันนั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) ประเภท ลินุกซ์ โฮสติ้ง 2) ประเภท วินโดส์ โฮสติ้ง ซึ่ง ลีนุกซ์ โฮสติ้ง จะมีราคาถูกกว่าแบบ วินโดส์โฮสติ้ง
ในปัจจุบัน ในการใช้บริการเว็บโฮสติ้ง สามารถทำได้ง่าย เพราะมีราคาถูก ซึ่งส่วนใหญ่จะเก็บเป็นรายปี เริ่มต้นจากหลักร้อยบาท เท่านั้น
14. การเลือกซื้อเว็บโฮสติ้ง
การเลือกซื้อเว็บโฮสติ้งนั้น มีหลายปัจจัยให้คำนึงถึง ซึ่งปกติแล้ว เรามักจะ คำนึงถึงแค่ ค่าบริการ และ ขนาดพื้นที่ เท่านั้น ซึ่ง 2 สิ่งนี้อาจจะยังไม่ใช่ หลักเกณฑ์ที่ดี ในการเลือกซื้อโฮสติ้ง เพราะในการเลือกซื้อโฮสติ้งนั้น ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆนอกจากนี้ อีก กล่าวคือ  1) คุณภาพของเว็บโฮสติ้ง  โดยคุณภาพของเว็บโฮสติ้งในที่นี้ เราสามารถดูได้ง่ายๆ จาก อัตราการรัน ของเซิฟเวอร์  หรือค้นหาข้อมูลเก่าๆ ประวัติของโฮสติ้งนั้นจาก ใน search engine 2) ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ 3) แหล่งที่ตั้งของเซิฟเวอร์ เช่น ถ้าเราต้องการทำเว็บไซต์ โดยมีเป้าหมายภายในประเทศไทย ก็ควรเลือกโฮสติ้งที่อยู่ในไทย 4) ราคาไม่แพงหรือถูกจนเกินไป เอาให้สมเหตุสมผล 5) พื้นที่โฮสติ้ง หรือขนาดของโฮสติ้ง เหมาะสมกับที่เราจำเป็นต้องใช้

15. เว็บโฮสติ้งบน ลีนุกซ์ และ วินโดส์ ต่างกันอย่างไร
เว็บโฮสติ้งบน ลีนุกซ์ และบนวินโดส์ นั้น มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่องของซอฟต์แวร์ที่ใช้บนเครื่องโฮสติ้ง รวมถึง ภาษาการเขียนโปรแกรมบเนว็บไซต์ที่สามารถใช้ได้  โดย ปกติแล้ว การที่เราเลือกใช้งาน เว็บโฮสติ้งบนลีนุกซ์นั้น จุดประสงค์ คือ สร้างเว็บไซต์ ด้วยภาษาทั่วๆไป เช่น html ,php ซึ่งไม่ได้ใช้ซอฟต์แวร์ ใดเจาะจงมากนัก ซึ่งต่างจาก วินโดส์  ซึ่งจะเฉพาะเจาะจงกับ การทำเว็บไซต์ ด้วยภาษาเฉพาะของฝั่งไมโครซอฟต์ อย่าง asp , asp.net  แต่ เราก็สามารถใช้งาน php หรือ html ได้ แต่โดยปกติ ถ้าไม่ได้สร้างเว็บไซต์ด้วย ภาษาของทางฝั่งไมโครซอฟต์ การเลือกใช้ เว็บโฮสติ้งบนลีนุกซ์ จะดีที่สุด เพราะสเถียร และราคาถูก

16. เว็บล่ม คืออะไร
เว็บล่ม เป็นสิ่งที่หลายคนมักพบเจอ และมักเกิดคำถามเสมอว่า เว็บล่มคืออะไร  เว็บล่มนั้น เป็นสถานะ ที่ใช้เรียกเวลาที่เราไม่สามารถเข้าเว็บไซต์ได้ อันเนื่องมาจากเหตุขัดข้องบางประการ เช่น  เว็บไซต์เกิดทำงานหนักจนโฮสติ้งรับไม่ไหวจนเกิดอาการดาวน์  , การเปลี่ยน dns ผิดพลาด , ไฟล์เว็บไซต์หายไป , โดน แฮกข้อมูลจนทำให้เกิดเหตุขัดข้อง เป็นต้น โดย เว็บล่มนี้ เป็นสิ่งที่คนทำเว็บไซต์หลายคน วิตกกังวลเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเกิดเว็บล่มบ่อยๆ จะชี้ให้เห็นถึงความไม่น่าเชื่อถือ และไม่มีประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ซึ่งวิธีการป้องกันเว็บล่มอย่างหนึ่งที่ คนทำเว็บไซต์ส่วนใหญ่ คำนึงถึง ได้แก่ การเลือกเว็บโฮสติ้งที่มีค่า uptime สูงๆ และน่าเชื่อถือได้
17. ค่า uptime คืออะไร
ค่า uptime หรือ server uptime นั้น เป็น ค่าที่หลายคนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคนทำเว็บไซต์ และเจ้าของโฮสติ้ง ซึ่งค่า uptime นี้หมายถึง ระยะเวลาที่ เซิฟเวอร์ หรือ โฮสติ้ง ไม่เคยล่ม ไม่เคยรีสตาร์ท ไม่เคยดับ ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของโฮสติ้งหลายเจ้า จะบอกเสมอว่า โฮสติ้งของเขานั้น มีค่า uptime 99.99% ซึ่งหมายความว่าใน 1 ปี จะล่มได้ไม่เกิน 52 นาที เท่านั้น ซึ่งจุดนี้ เป็นจุดที่ผู้จัดทำเว็บไซต์มักให้ความสำคัญเสมอ เพราะยิ่งมีค่า uptime มากๆ ก็หมายความว่า โฮสติ้งมีอัตราการดาวน์ หรือล่มที่ต่ำ ซึ่งเว็บไซต์ที่รันอยู่บนโฮสติ้งนั้น ก็จะไม่ล่มหรือดาวน์ ไปด้วย นั่นเอง  สรุปแล้วค่า uptime จึงเป็นค่าที่มีความสำคัญอย่างมากในการเลือกเว็บโฮสติ้ง ในการทำเว็บไซต์ ที่ไม่ควรมองข้ามเลย
18. Server down คือ
Server down หรือ โฮสล่ม  มีลักษณะเดียวกันกับเว็บล่ม แต่ Server down นั้น จะมีความร้ายแรงมากกว่า เว็บล่ม เพราะถ้า server down หรือโฮสล่ม นั่นหมายถึง เว็บไซต์ที่ฝากอยู่บบน โฮสติ้ง หรือเซิร์ฟเวอร์นั้น จะล่มทั้งหมด โดยสาเหตุส่วนใหญ่ที่ก่อให้เกิด server down หรือ โฮสล่ม นั้น มักมาจาก การใช้ทรัพยากรบนโฮสติ้งของเว็บไซต์ที่รันอยู่ ซึ่งหลายครั้งมักพบว่า เว็บไซต์เพียงเว็บไซต์เดียว สามารถก่อให้เกิด server down ได้ เพียงเพราะว่า มีการใช้งานทรัพยากรอย่างมาก  นอกจากสาเหตุที่กล่าวมานี้ ยังมีสาเหตุอื่นๆที่ก่อให้เกิด โฮสล่ม เช่น  อุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ชำรุด  , สัญญาณเน็ตเวิร์กบนเครือข่ายที่ฝากวางเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไว้ มีปัญหา , ไฟดับที่แม่ข่าย  เป็นต้น
19. Bandwidth คืออะไร
Bandwidth (แบนวิธ) เป็นค่าที่หลายคนมักสงสัยกันว่า คือค่าที่บอกถึงอะไร เพราะมักจะเห็นในรายละเอียดของการเช่าเว็บโฮสติ้ง ซึ่ง แบนวิธ นั้น หมายถึง ปริมาณการส่งออกข้อมูล  ดังนั้น แบนวิธของเว็บไซต์จึงหมายถึงปริมาณการส่งออกข้อมูลที่เว็บไซต์สามารถรับได้ โดยจะมีการวัดในแต่ละเดือน  ซึ่ง ค่าแบนวิธสูง จะหมายถึง การรองรับ ปริมาณทราฟฟิก หรือปริมาณการส่งออกข้อมูลที่เกิดขึ้นภายในเว็บไซต์ได้ในปริมาณที่มาก ดังนั้น ในปัจจุบัน จึงเห็นผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง เกือบทุกราย มุ่งเน้น ในเรื่องของให้ แบนวิธเยอะๆควบคู่กับการให้ปริมาณพื้นที่ฝากไฟล์เยอะๆ เนื่องจากเว็บไซต์ในปัจจุบัน มักมีการใช้แบนวิธจำนวนมาก ซึ่งถ้า เลือกโฮสติ้งที่ให้แบนวิธ น้อย ก็อาจจะเกิดอาการเว็บล่มได้
20. การเลือกโฮสติ้ง
การเลือกโฮสติ้ง หรือเว็บโฮสติ้งนั้น  เป็นสิ่งสำคัญที่คนทำเว็บไซต์ทุกคนควรคำนึงถึง เพราะเว็บโฮสติ้ง เหมือน พื้นที่ปลูกบ้าน ถ้าเลือก พื้นที่ไม่ดี ก็อาจทำให้บ้านของเราไม่ดี ไปด้วย โดยการเลือกโฮสติ้ง นั้นมีหลักที่ควรคำนึงถึง ดังนี้
1) ผู้ให้บริการ  เราควรจะหาข้อมูลผู้ให้บริการว่า ผู้ให้บริการคนนั้น มีประวัติอย่างไรบ้าง เช่น อาจจะเคยโกงลูกค้า เป็นต้น
2) ดูค่า uptime ของ server  ถ้ามีค่า สูงๆ หรือ 99.99% จะดีมาก  3) ดูช่องทางการติดต่อ หรือการซัพพอร์ทของโฮสติ้ง ว่ามีหลายช่องทาง และติดต่อได้สะดวกหรือไม่ 4) ราคาในการให้บริการ เหมาะสมต่อขนาดพื้นที่ของโฮสติ้ง และ ปริมาณแบนวิธ รวมทั้งสิ่งอื่นๆที่จำเป็นหรือไม่  5) เป็น ลีนุกซ์ หรือ วินโดส์ โดยถ้าจะทำเว็บไซต์ที่เน้นเฉพาะ ภาษา php ควรเลือก ลีนุกซ์ แต่ถ้ามีการใช้ภาษาของฝั่งไมโครซอฟต์ เช่น asp,asp.net ให้เลือก วินโดส์  6) พิจารณาว่า เครื่องโฮสติ้ง หรือเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ที่ใด น่าเชื่อถือหรือไม่  ตั้งอยู่ที่ไทยหรือต่างประเทศ ให้เลือกให้เหมาะสมกับเป้าหมายเว็บไซต์ที่เราจะทำ 7)ความเร็วในการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ บนโลกออนไลน์ ว่าเร็วหรือไม่

For related post, please visit Domain-Hosting-Server.

Top 10 Best Web Hosting Reviews – SCAMS EXPOSED

reviewsexposed | November 02, 2007

For my details please visit my blog at http://hosting-reviews-exposed.com

Are “HOST REVIEW” sites honest? Are they unbiased, impartial, and factual… or are they just after your money? How does a hosting company get on the “top 10” list?

Amazingly most hosting reviews websites have one thing in common: They are getting paid by hosting companies for reviews (either directly in the form of advertising or indirectly via affiliate commissions) — making their reviews extremely biased, one-sided, and highly questionable in terms of accuracy. They all promote the same group of companies.

The reason that the same hosting companies always make it to the “top” of the hosting comparison charts is because those companies, one way or another, pay to be listed there. These hosts include Host Monster, Blue Host, Lunar Pages, IX Webhosting, InMotionHosting, StartLogic, Host Pappa, Pow Web, etc.

It’s a well-known fact web hosting companies running their affiliate programs through Commission Junction offer among the highest affiliate commissions in the hosting industry. Thus “clever” PPC (pay per click) affiliate marketers decided: why not create websites with “top web hosting companies” lists and list these companies as “top”?

Hosting company reviews seldom base their “rating” on their quality of service (although many claim to). Instead, most of them rate a webhost on the *size* of the affiliate commission. Those web hosts offering the highest commissions usually get the top spots — because those hosting companies pay the most money.

So the next time you’re looking for the best web hosting company (and you undoubtedly come across a “reviews” site), STOP AND THINK: What’s their true objective? Are they providing you with impartial, unprejudiced facts? Or are they simply selling you a bill of goods, deceptively packaged in a “Top-10” list bought and paid for in the Twilight Zone? Visit HOSTING-REVIEWS-EXPOSED.COM for more information.

YOUTUBE: Installing WordPress on your Webhost

ElliottMediaGroup | July 14, 2008

I show you how to install WordPress, the great blogging platform, on your webhost. If you are looking for an awesome web host i highly recommend hostican. Check em out at hostican.com, and if you want to purchase a package with them, be sure to use the referral link below! Thanks.
www.ta.gd/hostican