โปรโมชั่น Dedicated Server ลดราคาสุดพิเศษ!

Dell PowerEdge R230 II

[[ Dell PowerEdge R230 II ]]

CPU: Intel® Xeon® processor E3-1200 v5

RAM: DDR4 ECC 8GB (* Up to 32GB )

OS Storage: SSD 240GB

HDD Backup: 1TB

Free! Web Control Panel – Directadmin ตลอดอายุการใช้งานกับทางเรา

ราคาปกติ 5,500 เหลือเพียง 4,500บาท

(** ด่วนมีจำนวนจำกัด **)

สนใจติดต่อได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
—————————————————-
Airwave Digital Solution Co.,Ltd.
—————————————————-
Web Official: https://www.ihotvps.com
Facebook: https://www.facebook.com/ihotVPS
Instagram: https://instagram.com/airwavedigital
Line ID: @airwave
Tel: 02-107-1504

Domain-Hosting-Server

1.โดเมนเนม
โดเมนเนม คือ ชื่อที่ใช้แทนเว็บไซต์ ซึ่งกำหนดขึ้นมาเพื่อสะดวกในการเข้าถึงเว็บไซต์ ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการกำหนดโดเมนเนม นั้นจะใช้หมายเลขไอพีแอสเดรส เป็นตัวแทนของเว็บไซต์ โดย โดเมนเนมนั้น มีความยาวได้ไม่เกิน 63 ตัวอักษร และจะประกอบไปด้วย ตัวอักษรและตัวเลข ซึ่งในปัจจุบันนี้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษอย่างเดียวแล้ว เพราะตัวอักษรภาษาไทย หรือตัวอักษรท้องถิ่นของประเทศต่างๆก็สามารถใช้จดโดเมนได้ ซึ่ง โดเมนเนมนั้น มีหลายประเภท โดยสิ่งที่ใช้วัดประเภทของโดเมนเนม เรียกว่า นามสกุล ปัจจุบัน นามสกุลของโดเมนเนมที่ได้รับความนิยมมาก ได้แก่  .com .net .org .info ซึ่งก็มีความหมายแตกต่างกันไป แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ .com
2. ประเภทของโดเมนเนม
ประเภทของโดเมนเนม ในปัจจุบันนั้น มีมากมายหลายประเภท ซึ่งส่วนใหญ่คนเรามักจะคิดว่า ประเภทของโดเมน มีแค่ .com .net .info .org แต่ความจริงแล้ว ประเภทของโดเมนเนม หรือ นามสกุลของโดเมน มีหลากหลายมากกว่านั้น โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 1) โดเมนเนม 2 ระดับ จะเป็น โดเมนเนม ที่เรียกว่าระดับสูงที่สุด โดย จะประกอบไปด้วย ชื่อโดเมน ตามด้วย นามสกุลโดเมน หรือประเภทของโดเมน  โดย ประเภทของโดเมนที่เข้าข่าย ประเภทนี้ ได้แก่ .com .net .info .org .edu .gov เป็นต้น
ส่วนอีกประเภท ได้แก่ โดเมนเนม 3 ระดับ หรือ โดเมนเนมแต่ละประเทศ ซึ่งจะประกอบไปด้วย  ชื่อโดเมน ตามด้วยนามสกุล และคำย่อของประเทศ เช่น  .co.th ,.ac.th เป็นต้น
3.  วิธีการตั้งชื่อโดเมนเนม
การตั้งชื่อโดเมนเนมนั้น ถือว่า การตั้งชื่อโดเมน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการทำเว็บไซต์ หรือการจดโดเมนเนม เพราะว่า การตั้งชื่อโดเมนเนม เปรียบเสมือนการตั้งชื่อให้กับเว็บไซต์ของเรา  ยิ่งถ้าเราตั้งชื่อโดเมนเนมได้ดีเท่าไหร่ ยิ่งมีผลต่อเว็บไซต์ของเราเท่านั้น โดย การตั้งชื่อโดเมนเนมนั้น มีวิธีการง่ายๆ คือ   1) ตั้งชื่อให้สั้นเข้าไว้ 2)พยายามตั้งให้มีความหมาย คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ 3) ง่ายต่อที่จดจำ พยายามเลือกชื่อที่คิดว่าคนทั่วไปสามารถจำได้ง่ายๆ ไม่สับสนกับโดเมนเนมอื่น 4) ไม่ตั้งชื่อโดเมนเนม ที่ประกอบไปด้วย คำหยาบ เช่น fuck และ คำที่มีลิขสิทธิ์สินค้าอยู่ เช่น sony,google    5)เป็นชื่อที่เราคิดว่าจะเป็นตัวแทน หรือแบรนด์ของเรา โดยต้องคำนึงถึงด้วยว่า ชื่อโดเมนเนม ที่เราจะตั้งขึ้นนั้น เปรียบเสมือนแบรนด์ของเรา 6) ชื่อโดเมนเนมที่ตั้งชื่อขึ้น ควรจะสอดคล้องกับ รูปแบบของเว็บไซต์ของเรา
4. โดเมนเนมภาษาไทย
โดเมนเนมภาษาไทย ในปัจจุบัน เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถทำ Search engine optimization (SEO) ในประเทศไทยได้ดีมากๆ ซึ่งเราสามารถใช้ชื่อโดเมนเนม เป็นภาษาไทยได้เลย เช่น หนังสือมือสอง  โดย การจดโดเมนเนมภาษาไทยนั้น ในปัจจุบัน สามารถจดได้ ในประเภท .com,.net โดยเวลาที่เราจะจดโดเมนเนมภาษาไทยนั้น ให้เราเอา code ที่แปลงชื่อภาษาไทย เป็น สตริงที่เข้ารหัสแล้วไปจด ซึ่งเราสามารถสังเกต ชื่อภาษาไทย ที่เข้ารหัสแล้ว ได้จากการพิมพ์ชื่อโดเมนเนมภาษาไทยนั้น ที่เว็บเบราว์เซอร์ เช่น พิมพ์คำว่า หนังสือมือสอง.com ก็จะเห็นรหัส  xn--72ca6c7a6bbctbb1b0ec.com ถ้าชื่อโดเมนเนม นี้ยังว่างอยู่ ก็เอาไปจดได้เลย โดยนำ xn--72ca6c7a6bbctbb1b0ec ไปจด
5. การต่ออายุโดเมนเนม
โดเมนเนม ก็เหมือนกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ย่อมมีวันหมดอายุเหมือนกัน โดย โดเมนเนมนั้น โดยปกติแล้วจะหมดอายุหลังจากที่เราจดชื่อโดเมนเนม มา 1 ปี หรือ ถ้าตอนที่เราจดโดเมนเนม เรามีการกำหนดระยะเวลาการจดโดเมนเนม การหมดอายุของโดเมนเนม ก็จะหมดอายุหลังจากที่เราจดโดเมนเนมมา ตามระยะเวลานั้น เช่น ถ้าจดโดเมนเนม 2 ปี ก็จะหมดอายุในอีก 2 ปี นับจากวันที่จดโดเมนเนม  โดย การต่ออายุโดเมนเนม สามารถต่ออายุได้นับตั้งแต่วันที่จดเมนเนมมาเลย และต่ออายุได้ไม่เกิน 30 วัน นับจากวันที่โดเมนเนมที่หมดอายุ โดยถ้าปล่อยให้โดเมนเนม หมดอายุ ไปเป็นเวลา 45 วัน โดเมนเนม นั้นก็จะถูกลบออกจากสารบบ และรอการจดใหม่ ได้ทันที

6.การซื้อขายโดเมนเนมเก่า
ในปัจจุบัน มีการซื้อขายโดเมนเนม เป็นจำนวนมาก โดยจะมีการซื้อขายโดเมนเนมเก่า ที่มีชื่อที่เหมาะสมกับการทำ seo  รวมทั้งชื่อโดเมนเนมที่ สั้น จำง่าย และมีอายุมาก โดย ส่วนใหญ่แล้วจะมีการซื้อขายโดเมนเนมเก่า กันในต่างประเทศ ซึ่งถือว่าได้รับความนิยมอย่างมาก เช่น ในเว็บไซต์ www.godaddy.com  www.namejet.com โดยในไทยของเรา ก็มีการซื้อขายโดเมนเนมเช่นกัน โดยตลาดการซื้อขายโดเมนเนมที่ใหญ่ที่สุดของไทยในตอนนี้ ได้แก่ที่ www.thaiseoboard.com ซึ่งมีการจัดประมูล หรือ ตั้งขาย โดเมนเนม กันแทบทุกวัน ซึ่งราคามีตั้งแต่  ไม่ถึงหนึ่งร้อยบาท จนเกิน หลักหมื่น เลยทีเดียว
7. การเลือกซื้อโดเมนเนมที่ใกล้จะหมดอายุ
ในปัจจุบัน มีทางเลือกใหม่เกิดขึ้น ของคนที่คิดจะจดโดเมนเนม นั่นคือ การเลือกซื้อ หรือจดโดเมนเนม ที่ใกล้จะหมดอายุ ซึ่งจะดีกว่า จดโดเมนเนมชื่อใหม่ ตรงที่ บางครั้งอาจมีชื่อสวยๆ หรือชื่อที่โดนใจเราหลุดมา แต่ก่อนหน้านี้เราไม่สามารถจดโดเมนเนมนั้นได้เพราะไม่ว่าง รวมทั้ง เรายังไม่ต้องเสียเวลาทำ SEO มากนัก เพราะบางโดเมนเนม มีอันดับที่ดีใน Search Engine แล้ว แต่ก็มีข้อควรระวังในการเลือกซื้อโดเมนเนมที่ใกล้จะหมดอายุ เช่นกัน ได้แก่ ประวัติการโดนแบนของโดเมนเนม  การโดน ลด จำนวนอินเด็กซ์ ของโดเมนเนมนั้น ซึ่งถ้าใครสนใจในการเลือกซื้อโดเมนเนมที่ใกล้จะหมดอายุนั้น สามารถเลือกซื้อได้ ที่ name.com หรือประมูลที่ www.godaddy.com

8. การเช็คสถานะของโดเมนเนม
ในการจดชื่อโดเมนเนมนั้น  ลำดับแรกเราต้องเช็คสถานะของโดเมนเนมก่อนว่า  ยังว่าง ให้เราทำการจดชื่อโดเมนเนมนั้น หรือไม่ โดยการเช็คสถานะของโดเมนเนมนั้น มีหลายวิธีเช่น 1) ลองเข้าโดเมนเนมนั้น ว่าเข้าได้หรือไม่ ถ้าเข้าได้แสดงว่า ไม่ว่างแล้ว 2) ลอง search ใน search engine 3) วิธีง่ายที่สุด  ได้แก่ การใช้เครื่องมือเช็คสถานะโดเมนเนม ในหน้าเว็บไซต์ที่เราต้องการจดโดเมนเนมด้วย เช่น www.name.com ,www.godaddy.com หรือ เข้าเว็บไซต์ที่มีบริการตรวจสถานะโดเมนเนม โดยเฉพาะ ได้แก่ www.whois.com ,www.checkname.org เป็นต้น
9. ราคาของโดเมนเนม
ราคาของโดเมนเนมนั้น ในปัจจุบัน มีราคาถูกลงกว่าสมัยก่อนเป็นอย่างมาก ซึ่งสมัยก่อนนั้น ราคาของโดเมนเนม มักจะสูงถึงหลักพัน แต่ในปัจจุบัน เริ่มที่หลักร้อย เท่านั้น โดยราคาโดเมนเนม ของแต่ละนามสกุล หรือแต่ละประเภทก็จะแตกต่างกันไป กล่าวคือ .com .net .org ราคามักจะใกล้เคียงกัน ในขณะที่ .info  มักจะมีราคาถูก และ ประเภทของโดเมนเนม ในแต่ละประเทศ ก็จะมีราคาแพงกว่า .com .net .org หรือ .info เนื่องจาก การที่แต่ละประเทศ ให้จดโดเมนเนม ภายใต้นามสกุลของโดเมนเนมประเทศนั้นได้ นอกจากจะเป็นการเผยแพร่ประเทศแล้ว ยังเป็นการหากำไร หรือ ทำธุรกิจอย่างหนึ่งของประเทศด้วย
10. การย้ายโดเมน
การย้ายโดเมน นั้น สามารถทำได้ โดยปกติแล้ว การย้ายโดเมนเนม ต้องแจ้งความจำนงในการย้ายโดเมนเนม อย่างน้อย 30 วันก่อนที่โดเมนเนมจะหมดอายุ โดย จะเสียค่าย้ายโดเมน ซึ่งก็คือค่าต่ออายุโดเมน 1 ปี โดยอัตโนมัติ นั่นเอง โดยอัตราค่าบริการ ย้ายโดเมน นั้น จะขึ้นอยู่กับ การกำหนดของแต่ละ เจ้า ที่รับจดโดเมนเนม ซึ่งโดยปกติแล้ว ราคาจะเท่ากับการจดโดเมนเนมปกติของแต่ละเจ้า เช่น ที่ godaddy.com ค่าย้ายโดเมน เท่ากับ 11 ดอลล่าร์ ซึ่งเท่ากับการจดโดเมนเนมใหม่ นั่นเอง โดยการย้ายโดเมนเนม นั้น โดยปกติแล้วถ้าย้ายจาก ผู้ให้บริการจดโดเมนเนมเดียวกัน จะไม่มีค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นการย้ายเพียงบัญชีผู้จดโดเมนเนมเท่านั้น เช่น การย้ายโดเมนเนม จาก นาย ก. ที่จดกับ name.com ไปยัง นาย ข. ที่จด กับ name.com เช่นเดียวกัน
11. Domain Name Server (DNS)
โดเมนเนม เซิร์ฟเวอร์ (Domain name server) หรือ ดีเอนเอส (DNS) นั้น เป็นสิ่งที่เชื่อมต่อกับชื่อโดเมนเนมของเรา โดย เป็นสิ่งที่ อ้างถึงหมายเลข IP address ของเว็บโฮสติ้ง ที่เรานำมาเชื่อมต่อกับ โดเมนเนมนั้น กล่าวคือ ทำหน้าที่คล้ายกับสมุดโทรศัพท์ คือ เมื่อมีคนต้องการจะโทรศัพท์หาใคร คน ๆ นั้นก็จะต้องเปิดสมุดโทรศัพท์เพื่อค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของคนที่ต้องการจะ ติดต่อคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน เมื่อต้องการจะสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เครื่องนั้นก็จะทำการสอบถามหมายเลข IP ของเครื่องที่ต้องการจะสื่อสาร กับ DNS server ซึ่งจะทำการค้นหาหมายเลขดังกล่าว ในฐานข้อมูลแล้วแจ้งให้ Host ดังกล่าวทราบ เวลาที่เราเข้าถึงชื่อโดเมนเนม นั้นก็สามารถเข้าถึงได้ เพราะมีการเชื่อมกับ โฮสติ้งแล้ว
12. ส่วนสำคัญของระบบ DNS
DNS  นั้น ประกอบไปด้วย 3 ส่วนสำคัญ ที่เราควรทำความรู้จักไว้ ได้แก่ 1)Name Resolvers โดยเครื่อง Client ที่ต้องการสอบถามหมายเลขไอพีเรียกว่า Resolver ซึ่งซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็น Resolvers นั้นจะถูกสร้างมากับแอพพลิเคชันหรือเป็น Library ที่มีอยู่ใน Client 2)Domain Name Space เป็นฐานข้อมูลของ DNS ซึ่งมีโครงสร้างเป็น Tree หรือเป็นลำดับชั้น แต่ละโหนดคือ โดเมนโดยสามารถมีโดเมนย่อย ซึ่งจะใช้จุดในการแบ่งแยก 3)Name Servers เป็นคอมพิวเตอร์ที่รันโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลบางส่วนของ DNS โดย Name Server จะตอบการร้องขอทันที โดยการหาข้อมูลตัวเอง หรือส่งต่อการร้องขอไปยัง Name Server อื่น ซึ่งถ้า Name Server มีข้อมูลของส่วนโดเมนแสดงว่า Server นั้นเป็นเจ้าของโดเมนเรียกว่า Authoritative
13.  เว็บโฮสติ้ง คือ อะไร
เว็บโฮสติ้ง นั้น เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่ในการก่อสร้างบ้านของเรา ซึ่งในความหมายทางคอมพิวเตอร์ หมายถึง พื้นที่ในการฝากข้อมูลบนเว็บไซต์ ที่จะให้ผู้เยี่ยมชม สามารถเข้าถึงได้ ผ่านระบบ อินเตอร์เน็ต โดย เว็บโฮสติ้งจะมีการเชื่อมต่อกับชื่อโดเมนเนม เพื่อให้เข้าถึงเว็บไซต์ นั้นได้ผ่าน ชื่อโดเมนเนม นั้นเลย ซึ่งเว็บโฮสติ้งในปัจจุบันนั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) ประเภท ลินุกซ์ โฮสติ้ง 2) ประเภท วินโดส์ โฮสติ้ง ซึ่ง ลีนุกซ์ โฮสติ้ง จะมีราคาถูกกว่าแบบ วินโดส์โฮสติ้ง
ในปัจจุบัน ในการใช้บริการเว็บโฮสติ้ง สามารถทำได้ง่าย เพราะมีราคาถูก ซึ่งส่วนใหญ่จะเก็บเป็นรายปี เริ่มต้นจากหลักร้อยบาท เท่านั้น
14. การเลือกซื้อเว็บโฮสติ้ง
การเลือกซื้อเว็บโฮสติ้งนั้น มีหลายปัจจัยให้คำนึงถึง ซึ่งปกติแล้ว เรามักจะ คำนึงถึงแค่ ค่าบริการ และ ขนาดพื้นที่ เท่านั้น ซึ่ง 2 สิ่งนี้อาจจะยังไม่ใช่ หลักเกณฑ์ที่ดี ในการเลือกซื้อโฮสติ้ง เพราะในการเลือกซื้อโฮสติ้งนั้น ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆนอกจากนี้ อีก กล่าวคือ  1) คุณภาพของเว็บโฮสติ้ง  โดยคุณภาพของเว็บโฮสติ้งในที่นี้ เราสามารถดูได้ง่ายๆ จาก อัตราการรัน ของเซิฟเวอร์  หรือค้นหาข้อมูลเก่าๆ ประวัติของโฮสติ้งนั้นจาก ใน search engine 2) ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ 3) แหล่งที่ตั้งของเซิฟเวอร์ เช่น ถ้าเราต้องการทำเว็บไซต์ โดยมีเป้าหมายภายในประเทศไทย ก็ควรเลือกโฮสติ้งที่อยู่ในไทย 4) ราคาไม่แพงหรือถูกจนเกินไป เอาให้สมเหตุสมผล 5) พื้นที่โฮสติ้ง หรือขนาดของโฮสติ้ง เหมาะสมกับที่เราจำเป็นต้องใช้

15. เว็บโฮสติ้งบน ลีนุกซ์ และ วินโดส์ ต่างกันอย่างไร
เว็บโฮสติ้งบน ลีนุกซ์ และบนวินโดส์ นั้น มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่องของซอฟต์แวร์ที่ใช้บนเครื่องโฮสติ้ง รวมถึง ภาษาการเขียนโปรแกรมบเนว็บไซต์ที่สามารถใช้ได้  โดย ปกติแล้ว การที่เราเลือกใช้งาน เว็บโฮสติ้งบนลีนุกซ์นั้น จุดประสงค์ คือ สร้างเว็บไซต์ ด้วยภาษาทั่วๆไป เช่น html ,php ซึ่งไม่ได้ใช้ซอฟต์แวร์ ใดเจาะจงมากนัก ซึ่งต่างจาก วินโดส์  ซึ่งจะเฉพาะเจาะจงกับ การทำเว็บไซต์ ด้วยภาษาเฉพาะของฝั่งไมโครซอฟต์ อย่าง asp , asp.net  แต่ เราก็สามารถใช้งาน php หรือ html ได้ แต่โดยปกติ ถ้าไม่ได้สร้างเว็บไซต์ด้วย ภาษาของทางฝั่งไมโครซอฟต์ การเลือกใช้ เว็บโฮสติ้งบนลีนุกซ์ จะดีที่สุด เพราะสเถียร และราคาถูก

16. เว็บล่ม คืออะไร
เว็บล่ม เป็นสิ่งที่หลายคนมักพบเจอ และมักเกิดคำถามเสมอว่า เว็บล่มคืออะไร  เว็บล่มนั้น เป็นสถานะ ที่ใช้เรียกเวลาที่เราไม่สามารถเข้าเว็บไซต์ได้ อันเนื่องมาจากเหตุขัดข้องบางประการ เช่น  เว็บไซต์เกิดทำงานหนักจนโฮสติ้งรับไม่ไหวจนเกิดอาการดาวน์  , การเปลี่ยน dns ผิดพลาด , ไฟล์เว็บไซต์หายไป , โดน แฮกข้อมูลจนทำให้เกิดเหตุขัดข้อง เป็นต้น โดย เว็บล่มนี้ เป็นสิ่งที่คนทำเว็บไซต์หลายคน วิตกกังวลเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเกิดเว็บล่มบ่อยๆ จะชี้ให้เห็นถึงความไม่น่าเชื่อถือ และไม่มีประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ซึ่งวิธีการป้องกันเว็บล่มอย่างหนึ่งที่ คนทำเว็บไซต์ส่วนใหญ่ คำนึงถึง ได้แก่ การเลือกเว็บโฮสติ้งที่มีค่า uptime สูงๆ และน่าเชื่อถือได้
17. ค่า uptime คืออะไร
ค่า uptime หรือ server uptime นั้น เป็น ค่าที่หลายคนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคนทำเว็บไซต์ และเจ้าของโฮสติ้ง ซึ่งค่า uptime นี้หมายถึง ระยะเวลาที่ เซิฟเวอร์ หรือ โฮสติ้ง ไม่เคยล่ม ไม่เคยรีสตาร์ท ไม่เคยดับ ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของโฮสติ้งหลายเจ้า จะบอกเสมอว่า โฮสติ้งของเขานั้น มีค่า uptime 99.99% ซึ่งหมายความว่าใน 1 ปี จะล่มได้ไม่เกิน 52 นาที เท่านั้น ซึ่งจุดนี้ เป็นจุดที่ผู้จัดทำเว็บไซต์มักให้ความสำคัญเสมอ เพราะยิ่งมีค่า uptime มากๆ ก็หมายความว่า โฮสติ้งมีอัตราการดาวน์ หรือล่มที่ต่ำ ซึ่งเว็บไซต์ที่รันอยู่บนโฮสติ้งนั้น ก็จะไม่ล่มหรือดาวน์ ไปด้วย นั่นเอง  สรุปแล้วค่า uptime จึงเป็นค่าที่มีความสำคัญอย่างมากในการเลือกเว็บโฮสติ้ง ในการทำเว็บไซต์ ที่ไม่ควรมองข้ามเลย
18. Server down คือ
Server down หรือ โฮสล่ม  มีลักษณะเดียวกันกับเว็บล่ม แต่ Server down นั้น จะมีความร้ายแรงมากกว่า เว็บล่ม เพราะถ้า server down หรือโฮสล่ม นั่นหมายถึง เว็บไซต์ที่ฝากอยู่บบน โฮสติ้ง หรือเซิร์ฟเวอร์นั้น จะล่มทั้งหมด โดยสาเหตุส่วนใหญ่ที่ก่อให้เกิด server down หรือ โฮสล่ม นั้น มักมาจาก การใช้ทรัพยากรบนโฮสติ้งของเว็บไซต์ที่รันอยู่ ซึ่งหลายครั้งมักพบว่า เว็บไซต์เพียงเว็บไซต์เดียว สามารถก่อให้เกิด server down ได้ เพียงเพราะว่า มีการใช้งานทรัพยากรอย่างมาก  นอกจากสาเหตุที่กล่าวมานี้ ยังมีสาเหตุอื่นๆที่ก่อให้เกิด โฮสล่ม เช่น  อุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ชำรุด  , สัญญาณเน็ตเวิร์กบนเครือข่ายที่ฝากวางเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไว้ มีปัญหา , ไฟดับที่แม่ข่าย  เป็นต้น
19. Bandwidth คืออะไร
Bandwidth (แบนวิธ) เป็นค่าที่หลายคนมักสงสัยกันว่า คือค่าที่บอกถึงอะไร เพราะมักจะเห็นในรายละเอียดของการเช่าเว็บโฮสติ้ง ซึ่ง แบนวิธ นั้น หมายถึง ปริมาณการส่งออกข้อมูล  ดังนั้น แบนวิธของเว็บไซต์จึงหมายถึงปริมาณการส่งออกข้อมูลที่เว็บไซต์สามารถรับได้ โดยจะมีการวัดในแต่ละเดือน  ซึ่ง ค่าแบนวิธสูง จะหมายถึง การรองรับ ปริมาณทราฟฟิก หรือปริมาณการส่งออกข้อมูลที่เกิดขึ้นภายในเว็บไซต์ได้ในปริมาณที่มาก ดังนั้น ในปัจจุบัน จึงเห็นผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง เกือบทุกราย มุ่งเน้น ในเรื่องของให้ แบนวิธเยอะๆควบคู่กับการให้ปริมาณพื้นที่ฝากไฟล์เยอะๆ เนื่องจากเว็บไซต์ในปัจจุบัน มักมีการใช้แบนวิธจำนวนมาก ซึ่งถ้า เลือกโฮสติ้งที่ให้แบนวิธ น้อย ก็อาจจะเกิดอาการเว็บล่มได้
20. การเลือกโฮสติ้ง
การเลือกโฮสติ้ง หรือเว็บโฮสติ้งนั้น  เป็นสิ่งสำคัญที่คนทำเว็บไซต์ทุกคนควรคำนึงถึง เพราะเว็บโฮสติ้ง เหมือน พื้นที่ปลูกบ้าน ถ้าเลือก พื้นที่ไม่ดี ก็อาจทำให้บ้านของเราไม่ดี ไปด้วย โดยการเลือกโฮสติ้ง นั้นมีหลักที่ควรคำนึงถึง ดังนี้
1) ผู้ให้บริการ  เราควรจะหาข้อมูลผู้ให้บริการว่า ผู้ให้บริการคนนั้น มีประวัติอย่างไรบ้าง เช่น อาจจะเคยโกงลูกค้า เป็นต้น
2) ดูค่า uptime ของ server  ถ้ามีค่า สูงๆ หรือ 99.99% จะดีมาก  3) ดูช่องทางการติดต่อ หรือการซัพพอร์ทของโฮสติ้ง ว่ามีหลายช่องทาง และติดต่อได้สะดวกหรือไม่ 4) ราคาในการให้บริการ เหมาะสมต่อขนาดพื้นที่ของโฮสติ้ง และ ปริมาณแบนวิธ รวมทั้งสิ่งอื่นๆที่จำเป็นหรือไม่  5) เป็น ลีนุกซ์ หรือ วินโดส์ โดยถ้าจะทำเว็บไซต์ที่เน้นเฉพาะ ภาษา php ควรเลือก ลีนุกซ์ แต่ถ้ามีการใช้ภาษาของฝั่งไมโครซอฟต์ เช่น asp,asp.net ให้เลือก วินโดส์  6) พิจารณาว่า เครื่องโฮสติ้ง หรือเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ที่ใด น่าเชื่อถือหรือไม่  ตั้งอยู่ที่ไทยหรือต่างประเทศ ให้เลือกให้เหมาะสมกับเป้าหมายเว็บไซต์ที่เราจะทำ 7)ความเร็วในการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ บนโลกออนไลน์ ว่าเร็วหรือไม่

For related post, please visit Domain-Hosting-Server.

We can do it!! Creative website project by Treehost. Win free web hosting!

No experience need. Just have an idea!! We will cooperate each other.

Provide free web space for a host of creative, attractive idea for new website:

– Web marketing
– Web design
– Web content
– Web programming

Free space 10 GB
Bandwidth: 1000 GB/monthly (or more, up to each project)

Update! Any smart idea and more resource required. Free VPS or server is awarded to you.

Present your project plan and detail its advantages
In case of commercial web, present your selling techniques to your customers

NO all kinds of illegal website.

Send your idea or more information on

email: support @ treehost.in.th

SEO agrips.com ลูกค้าเว็บไซต์ seo ของ Treehost.in.th

SEO | โปรโมทเว็บไซต์ | รับทําเว็บไซต์ | ออกแบบเว็บไซต์ | web design | Hosting | Web Hosting | จดโดเมน | Domain Name | เว็บไซต์สำเร็จรูป | เว็บสำเร็จรูป | ร้านค้าออนไลน์ | เว็บไซต์ฟรี | เว็บไซต์สำเร็จรูป | Email Marketing

DirectAdmin คืออะไร

DirectAdmin Control Panel เป็นระบบบริหารเว็บโฮสติ้ง โดเมน สำหรับลูกค้าที่ใช้ Linux Host หรือ FreeBSD Host ซึ่งเป็น Control Panel ที่มีประสิทธิภาพ และการใช้งานที่ค่อนข้างง่าย สำหรับลูกค้า พร้อมทั้ง มีเครื่องมือต่างๆ ที่ลูกค้าสามารถใช้บริหารเว็บโฮสติ้ง โดเมน ได้อย่างสะดวกสบายตลอดเวลา

Domain Pointer

Domain Pointer คือการชี้ชื่อเว็บนอกเหนือจากชื่อหลัก มายัง Host เดียวกัน เหมาะกับเว็บที่มีชื่อเรียกเข้ามากกว่า 1 ชื่อ เช่น ท่านมาเช่าโฮสสำหรับเว็บชื่อ aaa.com ที่นี้ท่านไปจดชื่อเพิ่มมาอีก 2 ชื่อคือ bbb.com กับ ccc.com ท่านอยากจะให้คนที่เข้าชื่อ bbb.com และ ccc.com ให้เปิดมายังหน้าเว็บ aaa.com ท่านสามารถทำได้โดยเข้าใช้งาน Domain pointer ใน Control Panel แล้วใส่ชื่อ bbb.com กับ ccc.com ก็จะสามารถใช้งานได้ทั้ง 3 ชื่อ
เว็บนี้จะ สามารถเข้าได้ 3 ชื่อ คือ aaa.com, bbb.com และ ccc.com

Treehost ต้นไม้ของคุณ

Treehost.in.th เริ่มเปิดให้บริการ เว็บโฮสติ้ง (Web Hosting ) ระบบเซิฟเวอร์เสมือน (VPS) และ บริการจดโดเมนเนม (Domain name) มาตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2553 โดยเน้นหลักการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เป็นกันเองด้วยบริการที่ประทับใจ ใช้ระบบเซิฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง สเถียรภาพดีเยี่ยม ด้วยราคาที่คุ้มค่า ช่วยให้ลูกค้าของเราหมดกังวลกังวลกับปัญหาเว็บล่ม ซึ่งเราจะยังเดินหน้าพัฒนาต่อไปเพื่อขยายขอบเขตการให้บริการแก่ลูกค้าและสร้างความมั่นใจกับลูกค้าอย่างไม่สิ้นสุด
Treehost เป็นบริการหนึ่งในเครือของ Onairnetwork ผู้ให้บริการวางระบบ Server Colocation และ Internet Solution ครบวงจรให้บริการกับองค์กรและบริษัทต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ มีผลการตอบรับต่อการให้บริการที่ดี มีการเติบโตขยายการให้บริการในด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเอาใจใส่ และเชี่ยวชาญของเรา Onairnetwork , Treehost และบริการในเครือจึงสามารถให้ความมั่นใจกับลูกค้าทุกท่านได้ว่า บริการของเราจะมีความมั่นคงและให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดบนพื้นฐานของการบริการที่ประทับใจในราคาที่คุ้มค่าที่สุด
คำว่า TreeHost เป็นผลจากแนวคิดของการให้บริการในลักษณะของต้นไม้ โดยเปรียบ Host เป็นเสมือนต้นไม้ที่มีกิ่งก้านสาขา มีเว็บไซต์เป็นเสมือนใบไม้แต่ละใบ TreeHost จึงเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่มีรากฐานมั่นคงแข็งแรงและพร้อมที่จะขยายไปกับใบไม้ที่เพิ่มขึ้น โดยมีพวกเราทีมงานที่พร้อมจะพรวนดินใส่ปุ๋ยต้นไม้ต้นนี้ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่เรามี เพื่อให้ต้นไม้ต้นนี้ งอกงามร่มเย็นต่อไป
หากท่าน กำลังมองหาต้นไม้ดีๆรากฐานแข็งแรงที่จะเติบใหญ่ไปพร้อมกับใบไม้ของท่าน เราพร้อมที่จะเป็นต้นไม้ต้นนั้นและดูแลใบไม้ของท่านให้งดงาม เขียวขจี ตลอดไป

“Web Hosting” คืออะไร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ช่วงนี้ข่าวเรื่องไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่2009 ก็ออกข่าวให้เห็นอยู่ทุกวัน ก็เลยทำให้เพื่อนๆหลายคนไม่อยากออกจากบ้าน จริงๆผมก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่ที่เพื่อนจะเอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้าน เพราะนอกจากจะทำให้เราพลาดในหลายๆโอกาสแล้ว ผมยังคิดว่า มันยิ่งทำให้เศรษฐกิจบ้านเราทรุดลงตามไปด้วยนะครับ ยังงัยๆ ก็ช่วยๆกันออกไปจับจ่ายใช้สอยสักหน่อยนะครับ แล้วก็อย่าลืมสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆด้วยนะครับ

เพื่อนๆหลายคนที่เคยเขียนโปรแกรมประเภท web programing จำพวกภาษา PHP, Python, Ruby, ASP คงหนีไม่พ้นเลยที่จะต้องรู้จักโปรแกรมประเภทที่ทำhosting server ให้เครื่องเรากลายเป็นเว็บ Web Server เพื่อจำลองการทำงานของโปแกรมเรา เพราะภาษาโปรแกรมที่เราเขียนจะต้องทำงานที่ฝั่ง server ก็เลยมีความจำเป็นที่จะต้องสั่งรันบนฝั่ง server เพื่อดูผลการทำงาน แล้วถ้าเราต้องการจะลองทำงานกับ server จริงๆหล่ะ เพื่อนๆจะทำยังงัย วันนี้ผมอยากจะพาเพื่อนๆมาแนะนำให้รู้จักกับความหมายของเว็บโฮสติ้ง เพื่อเป็นแนวทางให้เพื่อนๆที่สนใจจะเป็นเว็บมาสเตอร์จริงๆ สามารถเลือกเว็บโฮสติ้งได้ถูกตามความต้องการ หลังจากเพื่อนๆได้อ่านบทความที่ผมนำมาเสนอแล้ว เพื่อนๆก็ลองเข้าไปดูเงื่อนไขที่แต่ละเว็บโฮสติ้งโฆษณากันดูนะครับ ว่าแต่ละเจ้ามีเงื่อนไขอะไรดีๆมานำเสนอบ้าง ลองเข้าไปทดสอบดูครับว่าผู้ให้บริการเว็บโอสติ้งเจ้าไหน เร็วบ้าง ก็โดยการลองเข้าไปดูตามลิ้งค์ที่ปรากกฏอยู่ ถ้าอันไหนแสดงผลได้เร็ว เราก็พอจะประมาณได้ว่า server ที่ให้บริการนั้น ค่อนข้างที่จะใหม่และมีการวางระบบที่ค่อนข้างทำงานได้เร็ว ซึ่งจะช่วยทำให้เพื่อนๆสามารถตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง เรามาเริ่มกันเลยครับ

เว็บโฮสติ้งคือ

web hosting เว็บโฮสติ้ง คือ การเช่าพื้นที่โฮสติ้ง เพื่อเก็บข้อมูลและเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้ามายังเว็บไซต์ของเราได้ อธิบายง่ายๆ ก็คือ เหมือนกับเราเช่าพื้นที่เพื่อฝากข้อมูล เนื้อหาต่างๆ ที่อยู่ภายในเว็บไซต์ของเรากับผู้ให้บริการเช่าพื้นที่โฮสติ้งนั่นเอง ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็จะเหมือนกับการที่เราเช่าโกดังเพื่อเก็บสินค้า ของเรานั่นเอง

เมื่อเรารู้จักกับเว็บโฮสติ้งกันแล้วว่าคืออะไร แล้วเพื่อนๆ เคยสงสัยกันบ้างไหมคะว่าแล้วโฮสติ้งที่เราเข้าใจและใช้งานกันอยู่ทุกวัน เนี่ย มีความเป็นมาอย่างไร แล้วเริ่มต้นมาได้อย่างไร ใครเป็นผู้ที่คิดค้นหรือค้นพบกันนะ วันนี้เพื่อนๆ จะหายข้องใจแล้วค่ะ เพราะวันนี้เราจะนำเรื่องราวของที่มาที่ไปของเว็บโฮสติ้งมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังกันค่ะ

สำหรับความเป็นมาของเว็บโฮสติ้งนั้นถือกำเนิดมาพร้อมๆ กับการใช้งานอินเทอร์เน็ท ส่วนในประเทศไทยกลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มแรกๆ นั้นจะอยู่ในกลุ่มของมหาวิทยาลัย และองค์กรที่ไม่แสวงหาผลประโยชน์ต่างๆ รวมไปถึงหน่วยงานราชการเป็นส่วนใหญ่ โดยเชื่อมต่อผ่านทางการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือ (CAT) ต่อมาเมื่อความนิยมการใช้อินเทอร์เน็ตมีเพิ่มมากขึ้น การให้บริการเว็บโฮสติ้งในรูปแบบเชิงพาณิชย์จึงเริ่มต้นขึ้น โดยมีผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง ISP ที่กระจายการให้บริการไปยังกลุ่มภาคธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็ก

และ ในปัจจุบันด้วยความนิยมในการใช้อินเทอร์เน็ตมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนของหนึ่งของชีวิตประจำวันกันไปแล้ว ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งก็จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทนั่นก็คือ

Web Hosting

1. โฮสติ้งแบบให้บริการฟรี
สำหรับ ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งฟรีนั้น เราสามารถค้นหารายชื่อผู้ให้บริการได้ตามเสิร์ชเอนจิ้นทั่วไปได้ค่ะ ซึ่งก็มีผู้ให้บริการอยู่หลายเจ้าเหมือนกัน ทั้งนี้ก็แล้วแต่ว่าผู้ให้บริการแต่ละเจ้านั้นจะให้พื้นที่ในการเก็บข้อมูล เป็นจำนวนเท่าไหร่ มากหรือน้อย ส่วนวิธีการเลือกผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งนั้น คุณสามารถติดตามอ่านได้ที่บทความ “มือใหม่หัดเลือกโฮสติ้ง”

2. โฮสติ้งแบบเสียค่าบริการ
ในปัจจุบันก็มีผู้ให้บริการหลายหลายเจ้า ให้เลือกได้ตามความต้องการ ความเหมาะสมของผู้ใช้งาน นอกจากจะมีผู้ให้บริการมากมายหลายเจ้าให้เราเลือกใช้บริการแล้ว รูปแบบของใช้บริการเว็บโฮสติ้งก็ยังสามารถแยกออกมาได้ดังนี้อีกด้วยค่ะ

2.1 Dedicated Server การเช่าแบบนี้เป็นการเช่าแบบเหมาทั้งตัวเครื่อง เช่นหากเปรียบเทียบให้เซอร์ฟเวอร์เป็นเครื่องหนึ่งเครื่องก็เท่ากับเราเช่า หมด ยกทั้งเครื่องนั่นเอง สำหรับการเช่าในรูปแบบนี้จะเหมาะกับเว็บไซต์ขององค์กรที่มีขนาดใหญ่

2.2 Colocation เป็นการเช่าแบบพื้นที่ โดยการนำตัวเครื่องเซอร์ฟเวอร์ของเราทั้งเครื่องไปเช่าพื้นที่ในการติดตั้ง อีกทีนึง หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คล้ายกับการที่เราเช่าผืนที่ดินแล้วไปปลูกบน ที่ดินที่เราเช่านั่นเอง สำหรับการเช่าในรูปแบบนี้จะเหมาะกับเว็บไซต์ขององค์การที่มีขนาดใหญ่มากๆ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมากทีเดียว

2.3 Shared Hosting เป็นการเช่าในลักษณะที่เรียกว่าเช่าพื้นที่เพียงบางส่วน คล้ายๆ กับการที่เราเช่าห้องพักในคอนโดหรือหอพักนั่นเองค่ะ ซึ่งการเช่าโฮสติ้งในแบบนี้จะเหมาะกับบุคคลทั่วไป เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าทั้ง 2 รูปแบบข้างบน นอกจากนี้การเช่าในลักษณะนี้ยังมีให้เลือกอีกถึง 3 ชนิด ทังนี้ทางทีมงานได้ทำการอธิบายและเปรียบเทียบการทำงานของทั้ง 3 ชนิดขึ้นมาเพื่อเข้าใจได้ง่ายมากขึ้นนะคะ

รูปแบบของโฮสติ้งความหมายของแต่ละลักษณะการใช้งาน
Windowsเป็นรูปแบบที่นิยมใช้มากที่สุดเนื่องจาก ใช้คำสั่งแบบตัวอักษร เหมาะกับการใช้ใช้งานง่าย เป็นการพัฒนาต่อจาก DOS งานร่วมกับ Software ที่พัฒนาด้วย .asp, .net หากคุณเลือกแบบ Windows จะมีข้อเสียตรงที่การกำหนดสิทธิ์ค่อนข้างมีความยุ่งยาก
Unix, Linuxถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ร่วมกับงานวิจัย สำหรับการใช้งานจะเหมาะกับ Software และภาคธุรกิจ เนื่องจากการมีความที่พัฒนาด้วย .php ค่าใช้จ่ายในการใช้งานสะดวกในการใช้งานมากกว่า จะมีราคาถูกกว่า Windows ราคาถูกกว่า Windows และสามารถทำงานได้หลายงานในเวลาพร้อมๆ กัน

ดัง นั้นคุณผู้อ่านท่านใดที่สร้างเว็บไซต์ด้วย CMS ไม่ว่าจะเป็น Joomla, WordPress ก็ควรเลือกโฮสติ้งแบบ Unix, Linux จะดีที่สุดค่ะ ทั้งนี้ก็เนื่องจาก Joomla, WordPress นั้นใช้ภาษา .php นั่นเองค่ะ และสิ่งที่สำคัญอีกข้อหนึงที่เราควรพิจารณานั่นก็คือ การวิเคราะห์ว่าผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์เราส่วนใหญ่นั้นมาจากในประเทศหรือ ต่างประเทศด้วยนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อความรวดเร็วในการเข้าเว็บไซต์นั่นเองค่ะ นอกจากนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าสำหรับมือใหม่ๆ เวลาจะเข้าไปใช้บริการเว็บโฮสติ้งจากที่ไหนสักแห่งอาจจะเกิดอาการงงกับคำ ศัพท์ทั้งหลายที่เกี่ยวกับโฮสติ้ง ไม่ว่าจะเป็น DNS, Banwidth etc. ว่าคืออะไร แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ทางทีมงานได้อธิบายคำศัพท์ไว้ให้แล้ว เรามาดูกันดีกว่าแต่ละคำศัพท์นั้นมีหมายถึงอะไร เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

มาเริ่มกันที่คำศัพท์ ตัวแรกเลยนะคะ

– DNS คือ Domain name system ระบบที่ใช้เก็บช้อมูลของชื่อโดเมน ระบบที่ใช้เก็บข้อมูลของชื่อโดเมน แปลงหมายเลขไอพีซึ่งเป็นชุดตัวเลขประจำเครื่องที่จดจำยากให้เหลือเพียงแค่ ชื่อเว็บไซต์ที่จำง่ายนั่นเอง

– Bandwidth คือ พื้นที่ในการส่งข้อมูล ถ้าหากมีพื้นที่ที่กว้าง ก็จะสามารถส่งข้อมูลได้ง่าย และสะดวกมากยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนกับถนน หากถนนมีความกว้างหรือมีเลนให้รถวิ่งมาก ก็จะเดินทางได้สะดวก และสะดวกมากขึ้นนั่นเอง

– Storage คือ การจัดเก็บข้อมูล การนำข้อมูลที่ผ่านกระบวนการการทำงานทั้งการนำเข้า การประมวลผล และการแสดงผลเป็นที่เรียบร้อยแล้วมาทำการบันทึกลงในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล Storage Device เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ได้เมื่อต้องการค่ะ

– OS คือ operating system ซอฟแวร์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป / ระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในการจัดการและควบคุมการทำงานต่างๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์

– ISP คือ บริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต ย่อมาจาก Interner Service Provide เป็นหน่วยงานที่บริการให้เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือเครือ ข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัท เข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก อาทิ KSC, TRUE, TOT เป็นต้น

– DOS คือ Disk Operation System เป็นระบบปฏิบัติการที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท IBM เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่อง PC โปรแกรม DOS จะถูกโหลดหรืออ่านจากแผ่นดิสก์เข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจำ หลังจากนั้นจะไปทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานต่างๆ โดยอัตโนมัติ การทำงานเป็นแบบ Text mode สั่งงานโดยการกดคำสั่ง

– CMS คือ Content Management System ระบบจัดการเนื้อหา หรือ เว็บสำเร็จรูปนั่นเองค่ะ เช่น Worpresss Joomla Drupal mambo เป็นต้น

– PHP คือ personal home page ภาษาที่นำไปพัฒนาเว็บไซต์ สามารถทำงานร่วมกับภาษา HTML ได้

– Asp คือ Active server page เทคโนโลยีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับเว็บเพจ พัฒนาโดยบริษัท ไมโครซอฟต์ มีจุดเด่นในการพัฒนาและจัดการแอพพลิเคชั่นบนเว็บเซิร์ฟเวอร์ โดยจะทำงานในลักษณะของโปรแกรมภาษา Interpreter ที่ใช้ในการตีความเว็บเพจที่เขียนขึ้นมาโดยใช้ภาษา VBScript, JSCript เป็นต้น

– .net คือ โดเมนเนมสากลที่ทุกประเทศสามารถจดได้ แต่จะต้องสำหรับเว็บไซต์ทางด้านเน็ตเวิร์ก หรือ กลุ่มบริหารเครือข่าย (Network Services) เท่านั้น

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับความหมายและที่มาที่ไป รวมถึงรูปแบบของเว็บโฮสติ้ง ว่าทั้งหมดมีกี่ประเภท และแต่ละประเภทนั้นมีการทำงาน และแตกต่างกันออกไปอย่างไรบ้าง นี่ก็เป็นเพียงความรู้และข้อมูลคร่าวๆ เท่านั้นนะคะ หากคุณผู้อ่านที่ต้องการจะเลือกผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งก็สามารถติดตามอ่าน ได้ที่บทความ “มือใหม่หัดเลือกโฮสติ้ง” ได้นะคะ และสำหรับฉบับหน้านั้นทางทีมงานจะนำเรื่องอะไรมานำเสนอให้ได้อ่านกันคงต้อง ติดตามกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าค่ะ ^ ^

ที่ มา iBusiness Magazine http://www.trawutspace.com

ใช้ Hosting ที่ไหนดี

Hosting ที่ดี ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  1. Hosting นั้นต้องไม่ล่มบ่อย ควรที่จะ Uptime 99.99%
  2. Hosting นั้นต้องมีระบบป้องกันไวรัสและสแปม ควรได้ผลอย่างต่ำ 90%
  3. Hosting นั้นต้องมี ระบบสำรองข้อมูล อย่างต่ำควรเป็น Weekly Backup
  4. Hosting นั้นต้องเปิดเว็บได้รวดเร็ว ไม่โหลดข้อมูลนาน
  5. Hosting นั้นต้องน่าเชื่อถือ ควรเป็นบริษัท ที่เปิดมานาน มีฐานลูกค้าที่มีเชื่อเสียงเยอะพอสมควร

หาก Hosting ที่คุณเลือกมีคุณสมบัติตามนี้ครบถ้วน คุณไม่ต้องลังเลใจ ใช้บริการกับ Hosting นั้นได้เลย